อส.ยิงหนุ่มคลั่ง พลาดโดน ผญบ.เสียชีวิต จ.นครพนม

View icon 191
วันที่ 13 ก.ย. 2569 | 11.31 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์ - ไปที่ จังหวัดนครพนม มีชายคลั่งถือมีดอาละวาด เจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ แต่ชายคลั่งวิ่งเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ หนุ่ม อส. จึงใช้ปืนยิงสกัด แต่กระสุนพลาดไปถูกผู้ใหญ่บ้านที่มาระงับเหตุ เสียชีวิต

นี่เป็นภาพขณะที่ เจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เข้าไปช่วยเหลือ นายวาสนา ศรีกระสอน ผู้ใหญ่บ้าน อายุ 52 ปี ที่ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมทั้งตะโกนเรียกรถพยาบาล ให้รีบมาช่วย

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ชายอายุ 23 ปี อยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง แล้วอาละวาด ชาวบ้านจึงแจ้งเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน อำเภอบ้านแพง เข้าเกลี้ยกล่อมให้ยอมมอบตัว แต่ชายคนดังกล่าวได้ถือมีดวิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่

ทำให้นายปวริศ เจ้าหน้าที่อาสาฯ ใช้ปืนยิงสกัด 3 นัด ปรากฏว่ากระสุนหนึ่งนัดถูกผู้ใหญ่บ้าน อายุ 52 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนต่อมาจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนผู้ก่อเหตุ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ

จากนั้นตำรวจ สภ.บ้านแพง ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐาน สอบสวนพยาน

ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ไปสอบถามชาวบ้าน ก็ทราบว่า ตัวผู้ก่อเหตุเตรียมนำรถจักรยานยนต์ 2 คันไปขายที่ อำเภอท่าอุเทน แต่ไม่ให้พ่อกับแม่เดินทางไปด้วย จึงเกิดการโต้เถียงกัน จากนั้นผู้ก่อเหตุ ก็เกิดคลุ้มคลั่ง ใช้ไม้ทุบรถจนเสียหาย พ่อกับแม่จึงไปหลบที่บ้านเพื่อนบ้าน จากนั้นก็เดินออกมาจากบ้าน ชาวบ้านจึงเรียกเจ้าหน้าที่มาระงับเหตุ จนสุดท้ายเกิดเหตุการณ์ที่มีคนเสียชีวิตในที่สุด

ผู้สื่อข่าวไปที่บ้านของนายวาสนา ศรีกระสอน หรือ ผู้ใหญ่ตุ๊ อายุ 52 ปี ผู้เสียชีวิต ซึ่งครอบครัวได้ทำพิธีงานศพตามศาสนา ซึ่งภรรยาของผู้เสียชีวิต ได้นิมนต์พระสงฆ์ไปสวดเชิญวิญญาณสามีบริเวณจุดเกิดเหตุ

พร้อมเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ อส.ที่ยิงปืนเป็นผู้ที่รู้จักและทำงานร่วมกับสามีมาโดยตลอด หลังเกิดเหตุได้เข้ามาขอโทษและขอขมา ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

และที่ผ่านมา สามีมักต้องออกไประงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งในพื้นที่อยู่เป็นประจำ เพราะเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดยที่ผ่านมาเคยเตือนให้ระมัดระวังตัว ขณะที่สามีเคยพูดในทำนองว่า หากถึงคราวก็ต้องยอมรับชะตากรรม

ด้านคดี ตำรวจได้เชิญนายปวริศ มารับทราบข้อกล่าวหา กระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ส่วนผู้ก่อเหตุอยู่ระหว่างการรักษาในโรงพยาบาล จึงได้ทำการอายัดตัวเพื่อสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง