สนามข่าว 7 สี - คดีเบียดบังทรัพย์ วัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ศาลฯ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน แสดงว่า ในสำนวนคำร้องขอฝากขัง จะต้องมีรายละเอียดสำคัญบางอย่าง
จากข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารคำร้องขออนุญาตฝากขัง มีการระบุผู้ต้องหา 2 คน คือ นายอติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนางสาวปุณยวีร์ หรือ เอ๋ ขออนุญาตฝากขังทั้ง 2 คน
นายอติโชติ ถูกดำเนินคดีใน 5 ข้อหา ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต สมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน
ส่วนนางสาวปุณยวีร์ ถูกดำเนินคดีใน 5 ข้อหา คล้าย ๆ กัน แต่เป็นความผิดฐานให้การสนับสนุนในการกระทำผิด และความผิดที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ หลังตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ได้ข้อมูลเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมของทั้งสองคนมาตรวจสอบ แล้วพบว่า นางสาวปุณยวีร์ ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่อยู่ ๆ กลับมีทรัพย์สิน เพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ
พอตรวจสอบเพิ่ม ก็พบว่า นายอติโชติ มีพฤติการณ์ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะ "เจ้าอาวาส" สั่งการอนุญาตให้ออกใบอนุโมทนาบัตรของวัดพุทไธศวรรย์ แก่ผู้ที่ชำระเช่าบูชาวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ตัวเองจัดสร้างขึ้น
มีการจัดตั้ง "มูลนิธิหวันโชติ" ขึ้นมา เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบการโอนเงินค่าเช่าบูชาวัตถุมงคล โดยมีหลักฐานเป็นการออกใบอนุโมทนาบัตรแบบ e-Donation ของวัดพุทไธศวรรย์
รวมทั้งการออกใบอนุโมทนาบัตรแบบเขียนด้วยลายมือ เพื่อร่วมทำบุญบูรณปฏิสังขรณ์วัด ที่ไม่ถูกต้องตามวิธีการของกรมสรรพกร และเมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ก็ไม่พบการนำเงินเข้าบัญชีของวัดฯ แต่อย่างใด
นายอติโชติ ที่ขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาส ย่อมทราบดีว่า ไม่สามารถออกใบรับรองการบริจาคในกรณีดังกล่าวได้ แสดงให้เห็นเจตนาว่า ต้องการนำเงินที่ประชาชนบริจาคไปโดยทุจริต ประกอบกับมีหลักฐานการโอนเงินออกใบอนุโมทนาบัตร 22 รายการ เป็นเงินประมาณ 2.8 ล้านบาท และคำให้การพยานบุคคล ยืนยันว่าได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาส ให้ออกใบอนุโมทนาบัตรที่มีการระบุเพื่อทำบุญบูรณปฏิสังขรณ์วัด อีกกว่า 89.2 ล้านบาท ทำให้วัดต้องเสียผลประโยชน์ไปเป็นเงินกว่า 92 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเจอแช็ตการสนทนา ที่มีการอนุญาตให้มีการออกใบอนุโมทนาบัตร ในชื่อบัญชี "พระวชิรญาณ" ของ นายอติโชติ เก็บอยู่ภายในวัดด้วย
ส่วนนางสาวปุณยวีร์ พบว่าในช่วง 1-2 ปี มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งที่ไม่พบข้อมูลการประกอบอาชีพ และส่งรายได้แก่กรมสรรพากร แต่กลับเป็นเจ้าของทรัพย์สินหลายรายการ เช่น บ้านทาวเฮาส์ 2 หลัง ที่อำพรางใส่ชื่อบุตรสาว ที่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ซึ่งยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะซื้อบ้านได้ รวมถึงรถยนต์เอนกประสงค์ราคาแพง และเงินฝากในบัญชีธนาคารคงเหลือมากกว่า 5 ล้านบาท
ข้อมูลนี้จึงสอดคล้องกับที่ ผู้บังคับการปราบปราม บอกว่า จะต้องขยายผลตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงินอย่างน้อย 2 ส่วน
ส่วนแรก คือที่ปรากฎตามพยานหลักฐาน อย่างที่เราได้นำเสนอไปเมื่อสักครู่ อีกส่วนคือที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงถึง เพื่อดูว่าเส้นทางการเงินมาจากไหน และไหลไปไหน ก็จะต้องเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนทุกคน
มีรายงานข่าวว่า ยอดเงินที่ตำรวจกองปราบฯ ประสานให้ ปปง.ตรวจสอบ มีถึงกว่า 215 ล้านบาท
ซึ่งนายพิทักษ์เดช เดชเดโช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ก็สนใจ เตรียมเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม กมธ. เพื่อมุ่งเน้นติดตามกระบวนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง
การติดตามยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด ตลอดจนรับฟังปัญหา และอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย ยืนยันจะไม่ก้าวล่วงการดำเนินคดี หรือการพิจารณาความผิดของบุคคล เพราะถือเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม