สนามข่าว 7 สี - ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว กับการแก้ปัญหาจัดระเบียบสถานประกอบการในพื้นที่ห้วยขวาง ภาพรวมตอนนี้ไปถึงไหน คดีผับลับ 577 ชัดเจนเรื่อง นอมินีข้ามชาติหรือไม่
สอบถามเรื่องนี้กับพันตำรวจเอก กัมพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ในฐานะรักษาราชการแทนผู้กำกับการ สน.ห้วยขวาง บอกว่า ได้แบ่งเป็น 3 เฟส เพื่อแก้ปัญหา
เฟสที่ 1 ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลจาก "กรมพัฒนาธุรกิจการค้า" มาคัดกรองร้านค้า และบริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็น "ทุนเทา"
เฟสที่ 2 ส่งเจ้าหน้าที่ปูพรมตรวจสอบหน้าร้าน แบบร้านต่อร้าน นำข้อมูลจากการลงพื้นที่มาประมวลผลร่วมกับเอกสาร เพื่อคัดแยกสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยง
เฟสที่ 3 เชิญผู้ประกอบการมาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการขออนุญาตประกอบกิจการให้ถูกต้อง เพื่อจัดระเบียบทั้งภาคกลางวันและภาคกลางคืน
จากผลการเฝ้าระวัง 41 ร้านกลางคืนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่พบร้านที่ทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน ก็ได้คาดโทษร้านอาหารกึ่งสถานบริการ 44 ร้าน ไม่ให้เปิดบริการเกิน 24.00 น. ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายเป็น "สถานบริการ" และต้องถูกดำเนินคดีทันที เท่ากับว่าเฟสแรก ตอนนี้ผ่านแล้ว
ส่วนเฟสที่ 2 การตรวจสอบสถานประกอบการภาคกลางวัน มีการเรียกประชุมตำรวจไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการตรวจสอบ ซึ่งก็จะมีธุรกิจ 10 ประเภท ที่กฎหมายไม่อนุญาตให้คนต่างชาติถือหุ้นเกินสัดส่วน เมื่อเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่เสร็จแล้ว ก็จะเริ่มลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานเขต กรมแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ และกรมการปกครอง
อุปสรรคสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่เรื่องความร่วมมือ แต่อยู่ที่หน่วยงานรัฐ ขาดระบบข้อมูลกลางที่จะระบุสภาพการเป็น "นอมินี" ได้ชัดเจน เพราะ "กรมพัฒนาธุรกิจการค้า" รับจดทะเบียนตามสัดส่วนกฎหมาย "กรมสรรพากร" เน้นการตรวจเช็กผ่านระบบ และ "สำนักงานเขต" ดูแลเรื่องการจดทะเบียนทั่วไป
ภาระการพิสูจน์ต้องอาศัยการสืบสวนเชิงลึก การสอบปากคำผู้ถือหุ้น ผู้จัดการ และการตรวจสอบกระแสเงินสดทีละบริษัท เฉพาะพื้นที่ห้วยขวาง มีบริษัทที่ต่างชาติที่ถือหุ้นร้อยละ 0 ถึง 49 มากกว่า 10,000 บริษัท และกลุ่มที่ถือหุ้นเกือบครึ่งหนึ่ง มีมากกว่า 2,000 บริษัท จึงต้องใช้ระยะเวลาและความละเอียดในการคัดกรองพอสมควร เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการที่สุจริต
เรื่องของ "โจ ดส." ได้รับหนังสือตอบกลับจาก กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรีแล้ว ยืนยันว่า มีตำรวจชื่อนี้อยู่ 1 นาย ยศ "พันตำรวจเอก" ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในหน่วยแล้ว และยังไม่พบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า มีการได้รับผลประโยชน์
ขณะนี้ ตำรวจกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และจะเรียกตัว "พันตำรวจเอก" นายดังกล่าวมาสอบปากคำว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
ส่วน "ผับลับ 577" คดีนี้ได้ส่งฟ้องแล้ว อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินจากสถาบันการเงิน คาดว่า จะทราบความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ ว่า เข้าข่ายลักษณะนอมินีหรือไม่
ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ Connect the Dots ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำมาตรการยกระดับการป้องกันและแก้ปัญหาอาชญากรรมทางการเงินอย่างครอบคลุม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะประธานการประชุม เผยว่า ที่ประชุมมีมติ 3 ข้อหลัก
หัวข้อ ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมการเงินต้องสงสัย
1. ยกระดับการยืนยันตัวตน ปรับมาตรฐานให้เป็นระดับสากลเทียบเท่า FATF โดยเพิ่มการตรวจสอบพฤติกรรมเสี่ยง และเรียกตรวจเอกสารเพิ่มเติม กรณีพบธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับฐานะของผู้ใช้บริการ
2. วางรากฐานระบบขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เช่น รวมการแจ้งเหตุจากช่องทางต่าง ๆ เช่น 1441, ตำรวจ, ธนาคาร เข้าสู่ฐานข้อมูลหลังบ้านเดียวกัน เพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อน หรือความรวดเร็วในการสกัดเส้นทางการเงิน
3. มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง บูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อออกแบบโครงสร้างระบบภายใน 30 วัน
สำหรับขั้นตอนการปลดอายัดบัญชี หากกรณีมีการอายัดบัญชีผู้บริสุทธิ์ เจ้าของบัญชีสามารถนำหลักฐานเข้ายืนยันตัวตนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และทำการปลดอายัดได้ทันที