สนามข่าว 7 สี - ตามกันต่อกรณีทนายความใช้ขวดซีอี๊วฟาดหัวสาว พร้อมสาวหมัดต่อยไม่ยั้ง ต่อหน้าลูกชายออทิสติก ทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัว ล่าสุด ทนายความเปิดใจกับผู้สื่อข่าวถึงสาเหตุ และฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ฟิวส์ขาด
น.ส.แนน อายุ 38 ปี ได้นำหลักฐานไปร้องเพจฯ สายไหมต้องรอด ให้ช่วยเหลือเรื่องคดี หลังถูกเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นทนายความ ใช้ขวดซีอี๊วฟาดหัว และสาวหมัดต่อยไม่ยั้ง เหตุเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา
ปมเหตุเกิดจากไม่พอใจที่เธอถอยรถเข้าไปจอดที่หน้าบ้านพักไปเหยียบลังโฟมที่ทนายความวางเอาไว้ที่พื้น เธอยืนยันว่าตอนที่ถอยรถมองไม่เห็น และเรื่องแค่นี้ก็ไม่คิดว่าทนายความจะทำร้ายเธออย่างรุนแรงขนาดนี้
พร้อมย้ำว่า ที่รับไม่ได้คือถูกทำร้ายต่อหน้าลูกชายอายุ 5 ขวบ ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ เป็นการสร้างบาดแผล ทำให้เด็กที่ต้องมาเห็นความรุนแรง ผู้เสียหายยืนยันว่า ตั้งแต่เช่าบ้านหลังมุม เมื่อเดือนตุลาคม 2568 เพื่อจอดรถ และใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมบำบัดลูก ถูกทนายความก่อกวน ฉีดน้ำใส่ หาเรื่องเป็นประจำ เธอพยายามอดทน หลีกเลี่ยงการปะทะมาโดยตลอด และไม่ใช่เธอคนเดียวที่มีปัญหากับคู่กรณี
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด บอกว่า ผู้เสียหายแจ้งความทนายความเยอะมาก แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ จะประสานผู้กำกับ สภ.บางศรีเมือง และพนักงานสอบสวนให้ช่วยติดตามคดี ดูแลความปลอดภัยให้กับผู้เสียหาย
ด้าน นายสมชาย นิติบุคคลของหมู่บ้าน บอกว่า ทนายความคนดังกล่าว เคยมาขอช่วยงานเป็นกรรมการหมู่บ้านดูแลงานจราจร หลังจากนั้นเริ่มมีปัญหากับเพื่อนบ้านหลายครั้ง
เริ่มตั้งแต่ต่อเติมบ้านเป็นสำนักงานทนายความ เชื่อมเหลฺ็กเสียงดังในช่วงเที่ยง ผิดระเบียบของหมู่บ้าน ตนเองไปเตือนให้หยุดชั่วคราวกลับถูกคุกคาม พูดจาข่มขู่ และก็ส่งหมายฟ้องมาถึงบ้าน สร้างความไม่สบายใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ทนายความยังร้องเรียนเรื่องเด็กวิ่งเล่นในซอย ทางนิติฯ ได้ประกาศแจ้งเตือนผ่านเสียงตามสาย แต่เนื่องจากเป็นวิสัยของเด็ก ยังออกมาวิ่งเล่น เมื่อทนายความเห็นมักเกิดความไม่พอใจมักขับรถเข้าบ้านด้วยความเร็วสูง คล้ายมีเจตนาจะขับพุ่งชน รวมไปถึงเพื่อนบ้านที่มีปัญหาหาด้วย จนมีการแจ้งความ ไปไกล่เกลี่ยกันที่โรงพัก
ทนายความยังชอบขนขยะจากบ้านของตนเองไปทิ้งที่ถังขยะหน้าบ้านของเพื่อนบ้านหลายครั้ง ล่าสุดเปิดสำนักงาน ก็ถูกร้องเรียนว่าจุดประทัดดัง ไม่มีการขออนุญาต หรือแจ้งนิติฯ ล่วงหน้า และล่าสุดก็บานปลายเป็นการทำร้ายผู้เสียหาย
ด้านทนายความที่ถูกกล่าวหา เปิดใจกับทีมข่าว วันเกิดเหตุขับรถไปซื้ออาหารสด-เครื่องปรุง ราคา 1,000 บาท ตั้งใจจะกลับมาทำอาหารให้ภรรยากิน ขณะจอดรถขนของลง คู่กรณีถอยรถมาในระยะประชิด จนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ทั้งที่อีกฝ่ายก็เห็นว่าตนเองยืนอยู่
จึงนำกล่องโฟมใส่อาหารมาวางกั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์เตือนป้องกันไม่ให้รถเข้ามาใกล้ จากนั้นก็รีบขนของเข้าบ้าน ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคู่กรณีเหยียบกล่องโฟมใส่อาหารเสียหาย จึงเรียก รปภ.ให้มาระงับเหตุ
ขณะกำลังจะเดินกลับ คู่กรณีกลับพูดว่า ตนเองเตะกล่องโฟมไปโดนรถ และพูดเหยียดหยาม จึงทำให้เกิดเหตุบานปลาย พร้อมฝากขอโทษประชาชนต่อภาพความรุนแรง ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล ประกอบอาชีพโดยสุจริต ไม่สนับสนุนความรุนแรง
ทนายความ มองว่า คลิปที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ น่าจะมีการปรับคลิปให้ดูยาวนาน รุนแรงเกินความเป็นจริง กำลังตรวจสอบข้อเท็จเพื่อดำเนินคดี พร้อมชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นข้อพิพาทส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ
หลังจากนี้ตนเองจะแจ้งความนิติบุคคลหมู่บ้าน เพราะเมื่อวันที่ 13 กันยายน เข้ามาถ่ายรูปตนเองโดยไม่รับอนุญาต และมีเจตนาหมิ่นประมาทว่า ตนเองเป็นผู้ต้องหา ทั้งที่ตนเองยังเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะศาลฯ ยังไม่ได้ตัดสิน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บ ไปตรวจร่างกายแพทย์ลงความเห็นว่า กล้ามเนื้ออักเสบที่บริเวณขมับขวา แก้มขวา คาง แขนขวา และเท้าขวา และทรัพย์สินเสียหาย เป็นเสื้อยืดคอปกเสียทรง สร้อยคอทองคำบิดเบี้ยว และรองเท้าก็เสียหาย
ส่วนประเด็นที่ชาวบ้านออกมาให้สัมภาษณ์ว่าปัญหากับตนเอง คงเป็นเพราะเมื่อปี 2561 ตนเองร้องเรียนเรื่องเพื่อนบ้านเสียงดัง ทำให้ทุกคนไม่พอใจ ไม่ชอบตนเองมีการมารุมด่าทอ ขับไล่ให้ตนเองออกจากหมู่บ้าน
นายพีรภัทร ฝอยทอง โฆษกสภาทนายความฯ อธิบายว่า สภาทนายความเป็นหน่วยงานกำกับดูแลมรรยาททนายความ มุ่งเน้นการป้องกันลูกความที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการว่าจ้างเป็นหลัก กรณีความผิดอาญาส่วนบุคคล ปกติแล้วจะเป็นหน้าที่ของตำรวจให้ความเป็นธรรม
สภาทนายความฯ ก็จะมีคณะกรรมการนำเรื่องราวต่าง ๆ มาพิจารณาอีกที ว่าเข้าข่ายผิดระเบียบ ผิดมรรยาททนายความหรือไม่ หากเข้าข่ายความผิด ก็จะมีการลงมติ เพื่อกำหนดโทษที่เหมาะสม ซึ่งมีตั้งแต่การพักใบอนุญาต ไปจนถึงถอดถอนการเป็นทนายความ
ในกรณีนี้ก็แนะนำให้ผู้เสียหายยื่นเรื่องให้คณะกรรมการมรรยาททนายความ ตรวจสอบเอาผิดได้