สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ดังนี้

View icon 31
วันที่ 16 ก.ย. 2569 | 20.02 น.
ข่าวในพระราชสำนัก
แชร์
วานนี้ เวลา 19.33 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ สำนักงาน กปร. เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลรายงานการดำเนินงานสนองพระราชดำริจากการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เมื่อปี 2528 โดยร่วมมือกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ดำเนินโครงการส่งเสริมภาวะโภชนาการและพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในพระราชดำริฯ 16 แห่ง มีนักโภชนาการปฏิบัติงานในจังหวัดนราธิวาส 3 คน ส่วนการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ แนะนำให้บริหารจัดการสินทรัพย์ให้มีค่าตอบแทนสูงสุด และติดตามเร่งรัดหนี้ที่ค้างชำระ พร้อมลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีกำไรเพิ่มขึ้น, สนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นที่แปลงสาธิตในพื้นที่ลุ่ม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ภายหลังน้ำท่วม ที่จะดำเนินงานในปี 2570 ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในแปลงวิจัยทดลองศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยกรมชลประทาน, โครงการปรับปรุงซ่อมแซมบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยกรมประมง

การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ สำนักงาน กปร. สนับสนุนค่าอาหารสำหรับศูนย์ผลิตพันธุ์แพะพระราชทาน "เพื่อนช่วยเพื่อน" พื้นที่ภาคใต้ ค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี, สนับสนุนงบประมาณโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันโรงเรียนปาหนัน จังหวัดนราธิวาส และสนับสนุนงบประมาณให้กรมชลประทาน ปรับปรุงระบบประปา ในโรงเรียนดาราวิทยา จังหวัดนราธิวาส, จัดทำแปลงเกษตรโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร "ส่งเสริมการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ" แก่นักเรียน

จากนั้น ผู้แทนศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ กราบบังคมทูลรายงานกิจกรรมต่าง ๆ และทอดพระเนตรนิทรรศการ ได้แก่ โครงการจัดทำแปลงสาธิตและรวบรวมพันธุ์หญ้าแฝกสายพันธุ์บริสุทธิ์ของกรมพัฒนาที่ดิน เริ่มดำเนินการปี 2568 เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์หญ้าแฝก ที่มีลักษณะถูกต้องตามสายพันธุ์ เป็นแหล่งศึกษา ขยายพันธุ์ และส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชน เพื่อให้นำหญ้าแฝกไปใช้อนุรักษ์ดินและน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดทำแปลงรวบรวมหญ้าแฝกสายพันธุ์บริสุทธิ์ 28 สายพันธุ์ และแปลงสาธิตการปลูกหญ้าแฝกทรงพุ่มล้อมไม้ผล แปลงสาธิตการปลูกหญ้าแฝกคันขอบแปลงพืชผัก และพืชวงศ์ขิงข่า โดยปลูกหญ้าแฝกพันธุ์สงขลา 3 ตามแนวคันขอบแปลง และนำใบหญ้าแฝกมาคลุมดิน วิเคราะห์ความชื้น และสมบัติทางเคมีของดิน

โครงการผลิตและส่งเสริมพันธุ์สัตว์พระราชทาน โดยงานปศุสัตว์ ผลิตไก่ไข่ และเป็ดไข่ พระราชทานให้โรงเรียนในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ขยายผล มารดาตั้งครรภ์ มารดาที่มีเด็กเล็ก และเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเรื้อน ในปี 2563-2569 สนับสนุนไก่ไข่และเป็ดไข่พระราชทาน รวม 30,445 ตัว ควบคู่การถ่ายทอดองค์ความรู้และติดตามให้คำแนะนำด้านการเลี้ยง เพื่อสร้างแหล่งอาหารโปรตีน ลดรายจ่าย ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน, โครงการคัดกรองค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ โดยงานควบคุมโรคติดต่อและการสาธารณสุข คัดกรองค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสการแพร่เชื้อ ป้องกันการเกิดความพิการ นำไปสู่การกำจัดโรคเรื้อนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีผู้ป่วยกำลังรักษา 38 คน ผู้ป่วยรายใหม่ 10 คน ทั้งยังจัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเรื้อน โดยสนับสนุนไก่ไข่พระราชทานภายใต้โครงการผลิตและส่งเสริมพันธุ์สัตว์พระราชทาน มอบให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเรื้อน ใน 7 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง สตูล ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ด้านการประกอบอาชีพ เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง สร้างความมั่นคงทางอาชีพ, โครงการสาธิตการเลี้ยงผึ้งชันโรง โดยงานป่าไม้ จัดทำแปลงสาธิต เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม คือ พันธุ์ขนเงิน และอิตาม่า ศึกษาวิธีการเลี้ยง และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรง ส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งชันโรงในโรงเรียนในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามพระราชดำริ 29 แห่ง เพื่อให้มีรายได้จากการขายน้ำผึ้งชันโรง และยังส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างเครือข่ายการเลี้ยงผึ้งชันโรง

เวลา 08.49 น. วันนี้ เสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามฟุตซอลนาควานิช ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ทรงเป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนาค่ายสิรินธร ปีที่ 46 ซึ่ง "ค่ายสิรินธร" ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2522 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และวันที่ 22 กันยายน 2523 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดค่ายฯ กองทัพบกจึงกำหนดให้วันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็นวันสถาปนาค่ายสิรินธร ปัจจุบัน มีเนื้อที่ 974 ไร่ เป็นที่ตั้งของกรมทหารราบที่ 152 มีหน่วยขึ้นตรง 3 กองพัน ได้แก่ กองพันทหารราบที่ 1, กองพันทหารราบที่ 2 และกองพันทหารราบที่ 3 จัดกำลังพลสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจยะลา และดำเนินภารกิจหลักด้านการทหาร ตามนโยบายของกองทัพบกเพื่อความมั่นคงของประเทศ

จากนั้น ทอดพระเนตรกิจกรรมภายในค่ายฯ ได้แก่ "ศูนย์ผ้าบาติกค่ายสิรินธร" ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทั้งการพัฒนาบุคลากร วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ ปีที่ผ่านมา ได้พัฒนาเรื่องการสกัดสีจากธรรมชาติที่ใช้ลงผ้าบาติกโดยใช้ดอกดาหลา สกัดเป็นเฉดสีชมพูอ่อน, พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเดิมที่ใช้ผ้าซาติน มาใช้ผ้าทอจากเส้นใยดอกดาหลา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยึดหลัก Zero Waste ใช้ผ้าทุกตารางนิ้วโดยไม่เหลือทิ้ง เศษผ้าที่เหลือจากการตัดเย็บนำไปเพิ่มมูลค่าเป็นโบมัดผม กระดุม และกิ๊ป

โอกาสนี้ ทรงลงสีลายผ้าบาติกรูปช้าง ที่วาดโดยมีต้นแบบจาก "พระเศวตสุรคชาธาร" ช้างต้น ช้างที่ 3 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นช้างโปรดในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

จากการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของศูนย์ผ้าบาติกค่ายสิรินธร อย่างต่อเนื่องทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับการประเมินคุณวุฒิวิชาชีพด้านผ้าบาติก จากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และผลิตภัณฑ์ของศูนย์ฯ ได้รับมาตรฐานการคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์ "หนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์" ประจำจังหวัดปัตตานี ระดับ 4 ดาว ปัจจุบัน มีสมาชิก 15 คน

และได้ทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่ายสิรินธร ที่จัดกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์เรียนรู้ผ่านการลงมือทํา ในโครงงานวิทยาศาสตร์ สอนให้เด็กทำสไลม์ และเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติโดยการทําสีจากก้อนหิน ตั้งแต่การคัดเลือกก้อนหิน ไปจนถึงการต่อยอดและการประยุกต์ใช้ในประโยชน์ด้านต่าง ๆ เช่น เป็นสื่อการสอนและกิจกรรมศิลปะ, การต่อยอดสู่อาชีพและผลิตภัณฑ์ในอนาคต และช่วยสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ยั่งยืน นอกจากนี้ เด็กยังได้ใช้สีที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือและประสาทสัมผัส รวมถึงฝึกสมาธิและความอดทน

เวลา 10.38 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมืองฯ จังหวัดยะลา พระราชทานรางวัล เกียรติบัตร และเข็มที่ระลึก เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจาก 3 โครงการของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ในรอบปี 2568-2569 ได้แก่ โครงการประกวดการทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ "วรเกษตรเมธี" ประจำปี 2569 เป็นโครงการตามพระราชดำริที่ปลูกฝังให้นักเรียนทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำความรู้ไปปฏิบัติต่อเนื่องที่บ้านจนประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ชุมชน ปีนี้ มีนักเรียนเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรและเงินรางวัล 10 คน

โครงการคัดเลือกผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้ที่ทำคุณประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2568 เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ ยกย่อง เชิดชูเกียรติและเผยแพร่ผลงานของผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สาธารณชนได้รับทราบ ปีนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือก 34 คน

โครงการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้สื่อสร้างสรรค์ในสังคมพหุวัฒนธรรมตามบริบทของพื้นที่ ประจำปี 2569 มุ่งส่งเสริมให้ครู ผู้ปกครองและภาคีเครือข่ายในชุมชน คิดสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ตามหลักคิด "สื่อ 3 ดี" (สื่อดี พื้นที่ดี และภูมิคุ้มกันที่ดี) นำภาษา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตชุมชนไปประยุกต์ใช้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กให้มีทักษะและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมเรียนรู้และเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสม มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลิตสื่อตามบริบทของพื้นที่และในการเรียนการสอน ได้รับรางวัลชนะเลิศ 3 แห่ง

โอกาสนี้ มีพระราชดำรัส ชื่นชมผู้มีผลงานดีเด่น และผู้ได้รับรางวัล

จากนั้น ทรงฟังการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ และผลการพัฒนาของ ศอ.บต. ในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการ "ครัวโรงเรียน สู่ครัวบ้าน" อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งน้อมนำแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยคัดเลือกเยาวชนที่มีใจรักด้านการเกษตร ปีละ 10 คน สนับสนุนทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา ภายใต้ชื่อทุนพระราชทาน "วรเกษตรเมธี" เพื่อบ่มเพาะเยาวชนสู่นักปราชญ์เกษตรรุ่นใหม่ และกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ปัจจุบันมีนักเรียนทุน 64 คน ส่วนใหญ่มีผลการเรียนอยู่ในระดับดีมาก ในปี 2569 มีนักศึกษาทุนที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ 1 คน

โครงการ "เก้าอี้สุขใจ ร้อยรักสู่ครอบครัว" อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สนับสนุนกายอุปกรณ์ที่เหมาะสมแก่เด็กซึ่งมีความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว ในปี 2569 "รถสิริเวชยาน" ลงพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 40 ครั้ง มีผู้รับบริการ 795 คน มีการจัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างกายอุปกรณ์ครบทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้ ศอ.บต. ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทยกระดับบริการตอบโจทย์ตรงใจ จากผลงาน "ศูนย์ซ่อมสร้างกายอุปกรณ์เพื่อคุณภาพชีวิตผู้พิการชายแดนใต้" ช่วยให้ผู้พิการเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่

โครงการการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มานิ หรือโอรัง อัสลี ปัจจุบันได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎร ครบทั้ง 318 คน และได้รับบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว 230 คน พร้อมจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพ, โครงการการสอนภาษาไทยของคนสยามในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย ศิลปวัฒนธรรมไทยและพระพุทธศาสนา สืบสานวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย และโครงการการให้ความช่วยเหลืองานทะเบียนราษฎรแก่คนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศมาเลเซีย ช่วยเหลือด้านสถานะทางทะเบียนแก่บุคคล และเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร ทำให้เข้าถึงสิทธิและบริการของรัฐได้อย่างถูกต้อง

จากนั้น ทอดพระเนตรภาพวาดระบายสี หัวข้อ "พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ตามจินตนาการของเด็กและเยาวชนในจังหวัดชายแดนใต้" ของนักเรียนในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย  ที่ชนะการประกวด มี 3 ระดับ ได้แก่ ประถมศึกษาตอนปลาย ประเภทสีชอล์ค มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ประเภทสีโปสเตอร์ ศอ.บต. จัดการประกวดนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้ศึกษาและเรียนรู้พระราชกรณียกิจ แนวพระราชดำริด้านต่าง ๆ ถ่ายทอดมุมมองเป็นผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ได้น่าประทับใจ

เวลา 14.12 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อำเภอเมืองฯ จังหวัดปัตตานี ทรงวางพวงมาลัยถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ณ ลานพระบิดา ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของคณาจารย์ และนักศึกษา ซึ่งพระอนุสาวรีย์ฯ มีลักษณะแตกต่างจากพระอนุสาวรีย์ที่ประดิษฐาน ณ วิทยาเขตอื่น โดยเป็นพระอนุสาวรีย์ในพระอิริยาบถทรงยืน ทรงฉลองพระองค์ครุย พระกรขวาทอดลงข้างพระวรกาย

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอประชุมชูเกียรติ ปิติเจริญกิจ ทอดพระเนตรการรำเฉลิมพระเกียรติ และการแสดงโขนเยาวชนชายแดนใต้ ซึ่งจังหวัดปัตตานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ร่วมกับวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง สถานศึกษา ภาคเอกชน และชมรมโขนเยาวชนชายแดนใต้ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปะการแสดงโขน อันเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ ก่อให้เกิดการสืบสานองค์ความรู้ด้านโขน เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนในภูมิภาคต่าง ๆ มีโอกาสเรียนรู้ ฝึกฝน และร่วมธำรงรักษาศิลปะแขนงนี้ การเกิดขึ้นของ "ชมรมโขนเยาวชนชายแดนใต้" จึงเป็นไปตามพระราชปณิธาน ในการร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะการแสดงโขน นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยครั้งนี้เป็นการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ชุด ศึกอินทรชิต ตอน นาคบาศ  ที่เล่าถึงการทำศึกใหญ่ กล่าวถึงอินทรชิต โอรสของทศกัณฐ์ ประกอบพิธีชุบศรนาคบาศ ก่อนออกรบกับกองทัพพระราม มีนักแสดงเด็ก และเยาวชน อายุ 6 ขวบ ถึง 18 ปี จากสถานศึกษา 26 แห่ง ใน 4 จังหวัด คือ สงขลา ปัตตานี  ยะลา และนราธิวาส 112 คน นับเป็นพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันของเด็กและเยาวชนต่างศาสนาและวัฒนธรรม ผ่านศิลปะการแสดงประจำชาติ

สำหรับโขนเยาวชนชายแดนใต้ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2551 โดยจัดเวทีให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ ฝึกฝน และแสดงผลงานอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในปี 2558 กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ร่วมกับวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง สถานศึกษาภาคเอกชน และเครือข่ายในพื้นที่  ฝึกอบรมและจัดการแสดงอย่างต่อเนื่อง โขนเยาวชนชายแดนใต้มิได้มุ่งหมายเพียงให้เยาวชนสามารถแสดงโขนได้อย่างถูกต้องและงดงาม หากยังใช้กระบวนการฝึกฝนเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังระเบียบวินัย ความอดทน ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม พร้อมทั้งพัฒนาครูและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้เด็กและเยาวชน เข้าถึงการเรียนรู้โขนได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้และฝึกฝน สะสมแล้วกว่า 2,000 คน

เวลา 16.56 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดนพวงศาราม อำเภอเมืองฯ จังหวัดปัตตานี ในการพระราชทานเพลิงศพ นางสาวสมพิศม์ วรคามิน ซึ่งถึงแก่กรรมเนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 สิริอายุ 98 ปี

นางสาวสมพิศม์ วรคามิน เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2467 บิดาและมารดา คือ รองอำมาตย์ตรีเชื้อ และนางสอางค์ วรคามิน ด้านการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรพิเศษวิชาการศึกษา จากกระทรวงศึกษาธิการ และปริญญาครุศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยเริ่มทำงานเมื่อปี 2482 ในตำแหน่งครูผู้สอนของโรงเรียนวรคามินอนุสรณ์ ต่อมาปี 2506 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนวรคามินอนุสรณ์ ขณะดำรงตำแหน่งมีปณิธานที่จะจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ด้วยปรัชญาที่ว่า "ใฝ่ศึกษา จรรยาเลิศ เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยิ่งชีวิต" โดยเป็นผู้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ กำลังสติปัญญาในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นที่ยอมรับ ตลอดจนอุทิศตนบำเพ็ญกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ บริจาคทรัพย์สมทบทุนสร้างสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กร มูลนิธิ และภาคเอกชน ได้รับเกียรติบัตร โล่รางวัลมากมาย จนเป็นที่ประจักษ์ของสังคม นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ที่คอยอบรมสั่งสอนให้คนในครอบครัวประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม ช่วยเหลือผู้อื่นที่เดือดร้อน และเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดี ในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงเป็นที่รักและเคารพของครอบครัวและคนในพื้นที่จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ข่าวอื่นในหมวด