ผลที่เกิดขึ้น หลังปราบส่วยรถบรรทุก 100%

View icon 417
วันที่ 26 ก.ค. 2566 | 11.21 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - นับตั้งแต่เกิดเรื่องส่วยสติกเกอร์ ผ่านมาจนถึงวันนี้ กว่า 2 เดือนแล้ว ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข และมีผลลัพธ์อย่างไรบ้าง เราจะไปดูเรื่องนี้กันแบบละเอียด ๆ

เริ่มจากเรื่องความคืบหน้าทางคดีก่อน เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจาก พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ที่เล่าให้ฟังว่า ช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมา ได้แจ้งข้อหาผู้กระทำผิด ประกอบด้วย ตำรวจทางหลวง 6 นาย มี รองผู้กำกับการ 1 นาย, รองสารวัตร 1 นาย และผู้บังคับหมู่ 4 นาย ส่งให้ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดใน 2 ข้อหา ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ที่มาที่ไปเรื่องนี้ เริ่มจากที่มีผู้ประกอบการรถบรรทุกรายหนึ่ง แจ้งความเอาผิด เพราะถูกตำรวจกลุ่มนี้เรียกรับส่วยรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท แลกกับการไม่เรียกรถบรรทุกเข้าด่านชั่งน้ำหนัก กระทั่งมีตำรวจในกลุ่มดังกล่าว ขอยืมเงิน 4 แสนบาท จากผู้ประกอบการแล้วไม่ได้ จึงเริ่มกลั่นแกล้ง เรียกตรวจ จับกุมรถบรรทุกของผู้เสียหายเป็นพิเศษ จนออกมาเปิดเผยข้อมูลกับคนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ผลการสอบสวน แน่นอนว่าตำรวจกลุ่มนี้ให้การปฏิเสธ

ส่วนตำรวจทางหลวง 40 นายที่ถูกย้าย ปัจจุบัน ได้กลับไปประจำต้นสังกัดเดิมแล้ว แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม หรือออกใบสั่ง และถูกสั่งให้จับตาดูการปฏิบัติหน้าที่เป็นพิเศษ

ผลจากการสั่งกวาดบ้าน "ตำรวจทางหลวง" ก็เริ่มส่งผลเป็นรูปธรรม สังเกตได้จากยอดการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินช่วงเดือนมิถุนายน พบผู้กระทำผิด 241 ราย เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม ที่จับได้เพียง 120 ราย เท่ากับจับกุมเพิ่มขึ้น 100.8%

การจับกุมแต่ละครั้ง ยังพบว่า รถบรรทุกน้ำหนักส่วนเกิน "ลดน้อยลง" จากเดิมที่พบคราวละ 10 ตัน เหลือเพียง 1-2 ตัน หรือหลักร้อยกิโลกรัมเท่านั้น ทำให้เชื่อได้ว่าปัญหาส่วยสติกเกอร์น่าจะไม่มีแล้ว

แต่เมื่อมีผลลัพธ์ที่ดี ก็มีผลกระทบที่ไม่ดีตามมาด้วย นั่นคือผู้ประกอบการตัดสินใจเพิ่มรอบวิ่ง ทดแทนการบรรทุกไม่เท่าเดิม ทำให้การจราจรติดขัดสะสมในหลายเส้นทาง แล้วยังพบรถบรรทุกวิ่งแช่ในช่องทางขวาเพิ่ม เป็นปัญหาใหม่ที่ต้องแก้

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ สุดท้ายแล้วอาจกลายเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เพราะผลการวิจัยกว่า 10 ปี ของอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า การกวดขันจับกุมจะได้ผลจริงแค่ไม่กี่เดือน ปัญหาเดิมมักจะวนกลับมาเกิดขึ้นใหม่ เพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

จึงแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา ติดตั้งตัวชั่งน้ำหนักที่ชื่อว่า "Bridge WIM" (บริดจ์ วิม) ควบคู่กับการบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด บนสะพานที่กำหนด เพื่อดูว่ารถบรรทุกคันไหน ทะเบียนอะไร วิ่งผ่านสะพานนี้ด้วยน้ำหนักเท่าไร แล้วส่งข้อมูลไปจัดเก็บไว้ที่ส่วนกลาง

ซึ่งข้อดีจะช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตั้งด่าน ช่วยให้รถไม่ติด ชี้ได้ว่ารถบรรทุกคันไหนกระทำผิดมาแล้วกี่ครั้ง ช่วยให้ศาลกำหนดบทลงโทษที่ผู้ประกอบการ แทนที่จะเอาผิดกับคนขับรถบรรทุกเหมือนที่ผ่านมา

แล้วหากผู้ประกอบการต้องการบรรทุกน้ำหนักเกินโดยไม่ทำผิดกฎหมายจะทำอย่างไร รองศาสตราจารย์ อังคณาวดี ก็ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่าในสหรัฐอเมริกาแก้ปัญหาด้วยการเรียกเก็บ "ค่าธรรมเนียมส่วนต่าง" เพื่อนำเงินไปซ่อมบำรุงถนน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตว่าจะบรรทุกน้ำหนักเกินเท่าไร วิ่งระยะทางเท่าไร จากที่ไหนไปที่ไหน เพื่อหาทางออกให้กับทั้งหมด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง