ตำรวจประชุมเตรียมแผนรับทักษิณเดินทางกลับไทย ตรวจพื้นที่ภายในสนามบินดอนเมือง ศาลฎีกาฯ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้ยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่พร้อมระดมพลได้ใน 30 นาที
ภายหลัง พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีการเรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมทำแผนการรับตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข้อมูลผ่านทางโซเชียลว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 22 ส.ค.66 และได้เตรียมความพร้อมในแผนการรับมือต่างๆ
ด้าน พล.ต.ต. อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เรียกประชุมตำรวจนครบาลในท้องที่ ตามเส้นทางที่นายทักษิณ จะเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปยังศาลฎีกาฯ และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รวมถึงชุดสืบสวนสอบสวนและตำรวจสายตรวจ มาพูดคุยตรวจสอบแผนการดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ที่สำนักงานกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 โดยใช้เวลาในการประชุมนานเกือบ 1 ชั่วโมง
พล.ต.ต.อัฏธพร เปิดเผยว่า เป็นการเรียกประชุมเพื่อนัดแนะทำความเข้าใจในแผนการรับตัวผู้ต้องหาที่จะเดินทางกลับจากต่างประเทศ แต่ยังไม่มีการข่าวยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาจะเดินทางกลับเข้ามาภายในประเทศในวันพรุ่งนี้จริงหรือไม่ จึงต้องเตรียมแผนการดังกล่าวไว้ก่อน โดยเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 4 พื้นที่ สน. ดูแลแผนปฏิบัติการ
จากนั้น พล.ต.ต.อัฏธพร ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบจุดที่คาดว่าผู้ต้องหาจะเดินทางมาถึงบริเวณอาคารเอ็มเจ็ต ภายในสนามบินดอนเมือง โดยพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้าไปตรวจสอบภายในตัวอาคารและนอกอาคารเพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยง จุดสูงข่ม และพื้นที่ซึ่งคาดว่าจะมีผู้สนับสนุนหรือผู้ต่อต้านอาจเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวได้ ทั้งนี้พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมรั้วเหล็กสีขาวแดงจำนวนมากกว่า 30 ชิ้น เพื่อเตรียมใช้กันพื้นที่หวงห้ามและตรวจสอบบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ให้เดินทางเข้ามาภายในจุดดังกล่าว ก่อนที่จะเดินทางออกจากสนามบินออกไป และไปตรวจสอบพื้นที่บริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯในช่วงเย็น
ทั้งนี้แผนดังกล่าวทราบว่าจะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของแต่ละพื้นที่ สน. ในเส้นทางอย่างน้อยมากกว่า 60 นาย ในแต่ละจุด โดยให้เตรียมกำลังในที่ตั้ง หากมีการเดินทางเข้ามาในประเทศจริง จะมีเวลาเรียกระดมพล 30 นาที เพื่อเข้าประจำจุดตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งในรายละเอียดว่าหน่วยปฏิบัติการใดจะเป็นผู้ดูแลคุ้มครองความปลอดภัยในเส้นทางไปจนถึงศาลฎีกาฯ หรือเรือนจำจะเป็นหน่วยใดบ้างยังคงเป็นความลับ เนื่องจากจะมีผลต่อแผนการดูแลรักษาความปลอดภัย