เคลียร์ชัด ส่องศักดิ์ ชอบใช้ความรุนแรง

View icon 125
วันที่ 24 ก.ย. 2566 | 04.22 น.
สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์
แชร์
สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ - ตำรวจมีการประชุมสรุปความคืบหน้าคดีพ่อโหดฆ่าลูก 5 ศพ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเปิดเผยพฤติกรรมของ "ส่องศักดิ์" ที่พบว่าชอบใช้ความรุนแรงมาโดยตลอด รวมถึงข้อสังเกตว่าเหตุใดต้องฆ่าลูกตัวเอง

ไล่เรียงแบบนี้ ข้อเท็จจริงที่ พลตำรวจตรี นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดี นายส่องศักดิ์, นางสาวเจษฎา และนางสาวสุนันท์ พ่อและแม่ที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่าลูกรวม 5 ศพ ที่น่าตกใจ คือ พฤติกรรมของ นายส่องศักดิ์ ไม่ได้เพิ่งเริ่มใช้ความรุนแรงกับภรรยา เหมือนอย่างที่เจ้าตัวอ้างว่ามีอาการป่วยทางจิตเวช และเข้ารับการรักษาช่วงปี 2558 แต่เริ่มมีการใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัวแท้ ๆ มาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ถึงขั้นต้องแจ้งความดำเนินคดี และตัดสายสัมพันธ์กัน

ส่วนแรงจูงใจที่ฆ่าลูกชาย 4 คน และลูกสาว 1 คน จากคำบอกเล่าของ นางสุนันท์ ที่รับว่าสามีเป็นคนโมโหง่าย ไม่ชอบเด็กผู้ชาย สอดคล้องกับพฤติกรรมไม่ส่งเสียเลี้ยงดูลูกชาย และคำพูดที่เคยบอกกับภรรยาในทำนองเดียวกัน จึงเชื่อได้ว่าเป็นหนึ่งในแรงจูงใจในการลงมือทำร้ายเด็กชายทั้ง 4 คน ส่วนลูกสาวที่เป็นผู้เสียชีวิตคนล่าสุด เชื่อว่าเพราะเกิดมาแล้วมีใบหน้าคล้ายเด็กผู้ชาย จึงรับเคราะห์กรรมตามไปด้วย

ประเด็นต่อมา คือ ความคาใจที่เกิดจากการค้นหาจุดทิ้งศพเด็กทารก เพราะเดิม นางสาวเจษฎา ภรรยาที่มีลูกกับผู้ต้องหา 5 คน บอกว่า จุดที่นำศพลูกไปทิ้งเป็นป่ากกรกร้าง มีจุดสังเกตเป็นศาลเพียงตา แถว ๆ ซอยพหลโยธิน 56 แต่ตอนที่ไปตรวจสอบ นำรถแบ็กโฮไปขุด กลับพบเพียงกระดูกที่ไม่ใช่มนุษย์ จึงต้องให้เจ้าตัวไปชี้จุดยืนยันคำให้การซ้ำ ตรงบริเวณปั๊มน้ำมัน ที่คาดว่าจุดที่ทิ้งอาจจะเป็นจุดนี้ แต่หากต้องขุดหาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา

อีกทั้งยังมีข้อมูลขัดแย้งซึ่งมาจาก ลูกสาวอายุ 12 ขวบ ที่บอกว่า ตอนที่แม่ตัวเองเอาศพน้องไปทิ้ง ตนเองก็ตามไปด้วยตลอด แต่จุดที่เอาไปทิ้ง อยู่ใกล้ ๆ โรงพยาบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ทำให้จุดทิ้งศพเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นมา

เมื่อรวมกับว่าตรวจสอบฐานข้อมูล DNA กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ไปแล้วหลายที่ ยังไม่พบว่ามีศพนิรนามที่มี DNA ตรงกับผู้ต้องหา จึงอยากฝากประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์ หรือความผิดปกติเกี่ยวกับศพเด็กเมื่อปี 2559 และปี 2561 ให้เข้าแจ้งเบาะแสกับตำรวจด้วย

สำหรับ นางสาวเจษฎา เมื่อวานตำรวจคุมตัวมาพิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วพาตัวไปขออำนาจศาลอาญาฝากขัง ในความผิดรวม 5 ข้อหา ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ทำร้ายร่างกายผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซ่อนเร้น ทำลายศพ ทำลายพยานหลักฐาน และร่วมกันอำพรางคดี

ระหว่างพาตัวไปขึ้นรถ แน่นอนผู้สื่อข่าวพากันเข้าไปยิงคำถามสารพัด ทั้งเรื่องคำให้การรับสารภาพ อยากบอกอะไรกับสังคม อยากขอโทษสังคมหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวเลือกจะนิ่งเงียบ ยกมือไหว้ และโบกมือปัด ก่อนที่ตำรวจจะพาตัวออกไป

แล้วคดีนี้ นางสาวเจษฎา ถูกแจ้งข้อหาคนเดียวอย่างนั้นหรือ ต้องบอกว่าไม่ใช่ เพราะเด็กที่เสียชีวิตมี 5 คน แต่ละคนไม่ได้เสียชีวิตพร้อม ๆ กัน แต่เกิดขึ้นกันคนละปี ไล่มาตั้งแต่ปี 2556, 2557, 2559, 2561 และ 2566 ฉะนั้นเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ เมื่อมีการพิสูจน์ทราบ รวบรวมพยานหลักฐานได้ชัดเจนในคดีไหน ตำรวจก็จะแจ้งข้อหาในคดีนั้นก่อน อย่าง นายส่องศักดิ์ กับ สุนันท์ ตอนนี้ถูกแจ้งข้อหาคดีฝังศพเด็กหญิงอำพรางคดีที่จังหวัดกำแพงเพชร ไปแล้ว เหลือข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน

ส่วนคดีศพนิรนามพื้นที่ สน.บางซื่อ ปี 2556 ตำรวจจะไปแจ้ง 5 ข้อหา แบบเดียวกันกับ นายส่องศักดิ์ ในวันจันทร์นี้ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

นอกจากคดีผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีคดีค้ามนุษย์ ที่เกิดจากการทำร้ายเด็กหญิงอายุ 3 ขวบ นำภาพไปโพสต์ขอรับเงินบริจาค ที่ตอนนี้ได้ประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. เข้าไปสอบปากคำเด็กแล้ว และยังมีประเด็นคาใจเรื่องที่มาของบาดแผล ที่ต้องเข้าไปสอบปากคำ สุนันท์ เพิ่มในเรือนจำด้วย

แล้วชะตากรรมของเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไรต่อ เมื่อวานนี้ทีมข่าวได้สอบถามเรื่องนี้กับ กัน จอมพลัง และพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณในจุดที่คาดว่าเป็นจุดทิ้งศพ แล้วไปประกอบพิธีทางศาสนา อุทิศบุญกุศลให้กับผู้เสียชีวิตทั้งหมด ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร

กัน จอมพลัง ยืนยันว่า ตอนนี้เด็กหญิงอยู่ในการดูแลของแพทย์ และกระทรวง พม. เพื่อรักษาอาการบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจ ที่ตอนนี้ผอม และสภาพจิตใจย่ำแย่ หากพอฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจได้แล้ว ก็จะให้เด็กหญิงเข้ารับการผ่าตัดโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับการพูด หรือใช้ชีวิตต่อไปในวันข้างหน้า

ส่วน พี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง ก็ยืนยันว่า หากแพทย์รักษาน้องสาวหายดีแล้ว ก็ยินดีที่จะพาน้องกลับไปดูแลต่อเพราะไม่อยากให้ใครพาน้องไปเลี้ยงแทน

ทั้งนี้เรื่องของการผ่าตัด แพทย์ยอมรับว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ 100% แต่จะกลับมาอย่างน้อย ๆ 60-70% ให้สามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องการรักษาความสะอาด การพูด การกิน และจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ส่วนเรื่องดวงตาที่พบว่ามีปัญหาตาขุ่น ก็จะเร่งรักษาหลังจากร่างกายกลับมาเป็นปกติเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง