จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “บ้านหลังสุดท้ายได้ทุกคน” ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ขณะโคมลอย ที่มีไฟลุกตกบริเวณหน้าบ้าน พร้อมระบุข้อความว่า “เตือนภัย‼ หวิดคลุมหัวลูกชาย‼️ โคมไฟตกใส่บ้านของประชาชน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 เดือนกันยายน 2566 เวลา 19:54 น. ตามกล้องวงจรปิด”
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ที่จุดเกิดเหตุ พร้อมพูดคุยกับผู้โพสต์ คือ นายยิ่งพันธ์ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายสังฆภัณฑ์และโลงศพใน ต.ชุมแสง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ โดยนายยิ่งพันธ์ ก็ได้ชี้ให้ดูซากโคมลอยที่ถูกไฟไหม้เหลือเพียงลวดและอุปกรณ์บางชิ้นที่ยังไม้ไม่หมดเท่านั้น พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า ขณะเกิดเหตุตนไปรับน้องทรัพย์ ลูกชายวัย 10 ขวบ ในตัวอำเภอสตึกกลับมาถึงบ้าน ลูกชายก็ลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้านไปแค่แป๊บเดียว ตนก็ลงจากรถแล้วได้ยินเสียงดังเหมือนอะไรบางอย่างตกกระแทกหลังคาบ้าน พอแหงนหน้าขึ้นไปดูก็พบโคมลอยขนาดใหญ่ ซึ่งมีไฟลุกลอยตกลงมาที่บริเวณหน้าบ้าน จากนั้นโคมลอยดังกล่าวก็มีเปลวไฟลุกขึ้นอย่างแรงตกใจมากทำอะไรไม่ถูก จึงรีบวิ่งเข้าไปลากโคมที่ไฟกำลังลุกออกให้ห่างจากตัวบ้าน แล้วก็ใช้มือถือถ่ายคลิปเอาไว้เป็นหลักฐาน แล้วนำไปโพสต์เพื่อเตือนเป็นอุทาหรณ์

ซึ่งโคมไฟดังกล่าวเกือบจะโดนลูกชายของตนเอง เพราะจุดที่ลูกเดินผ่านโคมลอยที่ไฟกำลังลุกตกลงมาพอดี ซึ่งหากโคมไฟตกคลุมที่ตัวลูกชายก็ไม่รู้ว่าจะได้รับอันตรายแค่ไหน ตนจึงอยากจะฝากถึงคนที่คิดจะเล่นโคมลอยว่าควรหยุดเล่น เพราะจะได้ไม่เกิดอันตรายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินคนอื่น ส่วนโคมลอยที่ตกใส่บ้านตนเองมีขนาดใหญ่กว่าโคมที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป จึงคิดว่าน่าจะเป็นโคมที่ประดิษฐ์ขึ้นเองแล้วนำมาจุดเล่น เพราะช่วงนี้เป็นช่วงสารทลาว แต่อีกไม่นานก็จะเป็นช่วง แซนโฎนตา หรือ บางคนเรียกว่าสารทเขมร ก็อาจจะมีการจุดเล่นกันเองจึงอยากฝากว่าไม่ควรที่จะเล่นจะดีกว่า เพราะอาจะสร้างความเดือดร้อนเสียหายกับคนอื่นได้ ส่วนหน่วยงานรัฐก็อยากจะให้ออกมาตรการห้ามเล่นโคมลอยเด็ดขาด โดยเฉพาะพื้นที่ อ.สตึก ก็มีสนามบินด้วย ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คงไม่ไปแจ้งความ เพราะคงไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใครหรือของใคร