วันนี้ (4 ต.ค. 66) สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานบทวิเคราะห์เหตุเด็กชาย อายุ 14 ปี ก่อเหตุกราดยิงที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีก 5 คน ทำให้เป็นการเปิดโปงปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนขึ้นอีกครั้ง ทั้งจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขายอาวุธปืนเข้าสู่ตลาดมืด และวัฒนธรรมของกลุ่มวัยรุ่นในการเฉลิมฉลองอาวุธ ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนปัญหาเหล่านี้
โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก และแม้ว่ารัฐบาลให้คำมั่นว่าจะควบคุมอาวุธปืน แต่ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยอาวุธปืน และมีรายงานเหตุยิงกันปรากฏบนสื่อไทยเกือบทุกสัปดาห์
ไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการครอบครองอาวุธสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ GunPolicy.org รายงานว่า มีอาวุธปืนกว่า 10 ล้านกระบอก หรือราว 1 ใน 7 ต่อจำนวนประชากรทั่วประเทศ ขณะที่ ในปี 2562 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากปืนเกือบ 1,300 คน เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่มีผู้เสียชีวิตจากปืนราว 130 คน แต่มีประชาชนสูงกว่าไทยราว 40 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่ ไทยมีกฎหมายควบคุมการนำเข้าอาวุธปืนที่เข้มงวด โดยผู้ค้ามีโควตารายปีในการจำหน่ายอาวุธเพียงเล็กน้อยและต้องประสบปัญหาราคาสูง ซึ่งการซื้อปืนอย่างถูกกฎหมาย ผู้ซื้อจะต้องมีอายุมากกว่า 20 ปี ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติ และให้เหตุผลในการเป็นเจ้าของ เช่น การป้องกันตัว หรือการล่าสัตว์ อย่างไรก็ตาม โครงการปืนสวัสดิการที่ดำเนินการโดยรัฐบาล พบว่ามีอาวุธปืนหลายแสนกระบอกหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา
นาย"ไมเคิล พิคาร์ด" (Michael Picard) นักวิจัยอิสระด้านการแพร่กระจายของอาวุธขนาดเล็กและการคอร์รัปชัน เปิดเผยกับ "เอเอฟพี" ว่า ปัญหาที่แท้จริงมาจากโครงการปืนสวัสดิการ เพราะแม้ว่าการซื้อปืนส่วนบุคคลของพลเรือนจะถูกจำกัด แต่กลับไม่มีข้อจำกัดภายใต้โครงการปืนสวัสดิการ ซึ่งนำไปสู่สถานะที่เป็นอันตรายจาการที่ตำรวจบางนายขายปืนลดราคาเข้าสู่ตลาดมืดเพื่อหากำไร นอกจากนี้ สำนักข่าว "เอเอฟพี" ยังอ้างแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขบวนการเช่นนี้ยังคงมีการกระทำอยู่ในปัจจุบัน