เปิดใจ นักร้อง Mc ชื่อดัง ถูกหนุ่มขับ BMW ชนยับ ผู้ก่อเหตุอ้างป่วยทางจิต

เปิดใจ นักร้อง Mc ชื่อดัง ถูกหนุ่มขับ BMW ชนยับ ผู้ก่อเหตุอ้างป่วยทางจิต

View icon 694
วันที่ 3 พ.ย. 2566 | 09.15 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
เปิดใจ นักร้อง Mc ชื่อดัง ถูกหนุ่มขับ BMW ชนยับ ก่อนทิ้งรถไว้ที่เกิดเหตุ หลังผู้เสียหายแจ้งความ ตำรวจตามไปถึงบ้าน โดยญาติอ้าง ผู้ก่อเหตุป่วยทางจิต

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 2 พ.ย.66 ที่ สภ.บางศรีเมือง ผู้สื่อข่าวได้รับแจังจาก นายวรภพ อายุ 32 ปี ผู้เสียหาย ถูกนายวรเมธ อายุ 36 ปี ผู้ก่อเหตุ ขับรถ BMW สีดำ ขับปาดหน้า  ก่อนถอยหลัง เร่งเครื่องชนรถยนต์ ฮอนด้าซีวิค สีขาว ของผู้เสียหาย ทำให้รถของผู้เสียหาย ถูกชนบริเวณด้านหน้ารถและหลังรถพังยับ โดยไม่ทราบสาเหตุ

หลังจากเกิดเหตุนายวรเมธ ผู้ก่อเหตุ ได้ทิ้งรถไว้ที่จุดเกิดเหตุ และนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และตามไปที่บ้านพักย่านกรุงเทพฯ พบตัวผู้ก่อเหตุและครอบครัว จึงเชิญตัวนายวรเมธ และครอบครัว มาสอบปากคำเพิ่มเติม และนำปัสสาวะ ส่งตรวจหาสารเสพติด และแอลกอฮอล์ ซึ่งครอบครัวผู้ก่อเหตุได้นำเอกสารทางจิตเวชของนายวรเมธ ยื่นให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอ้างว่าป่วยทางจิต

จากการสอบถาม นายวรภพ ผู้เสียหาย กล่าวว่า เมื่อเช้ามืด วันนี้เวลา 04.20 น. ตนเองขับรถออกมาจากเส้น แยก อตก. มีรถ BMW ขับตามมา ตนเองกำลังจะไปทำบุญที่วัด มีรถขับตามมา และเปิดไฟสูงใส่บนสะพาน จึงขับรถหลบทางซ้ายให้ แต่รถของผู้ก่อเหตุขับจี้ตามมา และบี้ไล่ตนมาเรื่อยๆ ตนเองจึงรีบโทรหาเบอร์ 191 เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ตนก็ยังถูกขับรถตามอยู่เรื่อยๆ ตนเองจึงตัดสินใจมุ่งหน้า จะขับรถไปที่โรงพัก เพื่อจะไปแจ้งความ แต่รถของผู้ก่อเหตุขับประกบกันมาตลอด จนถึงบนสะพาน ผู้ก่อเหตุได้ขับรถบี้และเบียดไปถึงเลนซ้ายสุด ตนเองจึงถอยรถออกมา แต่ผู้ก่อเหตุกลับลำรถและขับรถพุ่งชนหน้ารถของตนเต็มๆ จากนั้นผู้ก่อเหตุได้ลงมาจากรถ ถือบุหรี่ในมือ และเอามืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกงไว้

ขณะนั้น ตนเองจึงรู้สึกกลัวมาก จึงหักรถเบี่ยงขวาหนีออกมา แต่ผู้ก่อเหตุก็ขึ้นไปที่รถตนเอง และขับรถชนตูดรถตนอีกครั้ง ก่อนที่ตนเองจะขับหนีออกมาได้ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุรถของผู้ก่อเหตุได้จอดคาไว้ที่บนสะพาน ตนเองคาดว่ารถอาจจะพังและขับต่อไปไม่ได้ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูพบว่า "ทะเบียนรถเขาไม่อยู่แล้ว" และตัวผู้ก่อเหตุได้เรียกแท็กซี่นั่งกลับบ้าน และให้แม่ผู้ก่อเหตุมาดูรถที่เกิดเหตุ

ซึ่งผู้ก่อเหตุที่ตนเองได้ทราบ เบื้องต้นว่ามีอายุ 36ปี หลังจากเกิดเหตุ ตนเองติดต่อไปทางผู้ก่อเหตุ แต่ติดต่อผ่านทางแม่ของผู้ก่อเหตุ เจ้าตัว ไม่ยอมออกมาคุย เพราะตอนที่เกิดเหตุก็ไม่ได้พูดคุยกับเขาและไม่มีการด่าทอกัน ตนเองไม่ทราบว่า ผู้ก่อเหตุมีอาวุธหรือไม่ แต่มืออีกข้างเขาควักเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ตนกลัวจึงรีบหนีไป

ซึ่งตนเองไม่ทราบสาเหตุว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากอะไร เพราะตนได้ย้อนดูกล้องหมดแล้ว ก็ไม่ได้ไปทะเลาะกับใคร และตนเองไม่เคยรู้จัก หรือ เคยเจอกับผู้ก่อเหตุมาก่อน ซึ่งรถตนได้รับความเสียหายที่บริเวณด้านหน้ารถ และด้านหลังรถ จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวเขามาดำเนินคดี และตนเองรู้สึกน้อยใจตำรวจ191 ที่ตอนเกิดเหตุตนได้รีบโทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ191 แล้วแต่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า ยังไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ยังไม่มีใครได้รับความเสียหาย จึงยังไม่สามารถมาดูเหตุให้ได้ ขณะนั้น อยากจะร้องไห้ เพราะจุกกับคำพูดของตำรวจ เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของแฟน ตนเองอยากจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด เพราะเขาจะได้ไม่ทำแบบนี้กับใครอีก และเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะเขาขับตามมาถึงเกือบหน้าบ้าน ตนจึงอยากปกป้องสิทธิของตนเองไว้ เพื่อความปลอดภัยไม่ให้เหตุเกิดซ้ำ

ด้าน พ.ต.ท.ณรงค์ ซิ้มสวัสดิ์ รองผกก.สอบสวน สภ.บางศรีเมือง กล่าวว่า หลังตรวจสอบพบว่า ผู้ก่อเหตุอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ที่บ้านพักพร้อมกับครอบครัว ทางบ้านของผู้ก่อเหตุ ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้มีการพูดคุย และยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง แต่ทางครอบครัวอ้างว่า ผู้ก่อเหตุมีอาการป่วยทางจิตเวช และนำเอกสารที่ป่วยจิตเวชมายื่นให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางพนักงานสอบสวน ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงทำการตรวจสอบแอลกอฮอล์และตรวจปัสวะเพิ่มไม่พบว่ามีแอลกอฮอล์ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำปัสวะของผู้ก่อเหตุส่งไปที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบหาสารเสพติดอีกครั้ง

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ไปตรวจสอบเรื่องของอาการทางจิตเพิ่ม เบื้องต้น อาการป่วยทางจิต เป็นการกล่าวอ้างของทางของญาติผู้ก่อเหตุ ซึ่งจะต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ตนเอง จะต้องดูว่าอาการทางจิตของผู้ก่อเหตุเป็นถึงขั้นระยะไหน ว่าขณะก่อเหตุมีภาวะหรือมีสติครบถ้วนหรือไม่ ถ้าทางแพทย์วินิจฉัยว่า มีอาการป่วยทางจิตจริง จะบรรเทาโทษได้ และไม่ต้องรับโทษ แต่ทางครอบครัวของผู้ก่อเหตุจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดให้กับผู้เสียหาย

ซึ่งกรณีนี้ จะมีความผิด 2 ทาง เป็นทางอาญาและทางแพ่ง ในเรื่องของการเยียวยา ผู้เสียหายจะได้รับอยู่แล้ว ซึ่งเหตุการณ์เฉี่ยวชนถ้าเป็นเหตุประมาทจริง จะต้องได้รับความผิดในด้านการจราจรว่า เป็นการกระทำด้วยการจงใจหรือประมาท แต่ถ้าจงใจจะเป็นเรื่องคดีอาญา แต่คดีอาญาสามารถยอมความกันได้โดยการไกล่เกลี่ยและตกลงเรื่องค่าเสียหาย

65445b73a465d3.82806509.jpg

65445b73cf31a3.07472460.jpg

.65445b730b59d8.24782547.jpg

65445b732b7f00.99428246.jpg

ข่าวที่เกี่ยวข้อง