แจงผลตรวจยาเสพติด คดีลูกจ้างถูกเจ้าของร้านอาหารทำร้าย

View icon 1.1K
วันที่ 8 พ.ย. 2566 | 11.00 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - เมื่อปลายเดือนที่แล้ว มีคดีอยู่คดีหนึ่ง ลูกจ้างสาวถูกนายจ้างร้านอาหารญี่ปุ่นทำร้ายร่างกายด้วยวิธีการที่จะสรรหามาได้ มีการแจ้งความเอาผิดระหว่างกัน จนกลายเป็นหนังคนละม้วน ไม่รู้จะเชื่อใครดี หนึ่งในสิ่งที่ต้องลุ้นวันนี้คือผลการตรวจหายาเสพติดในร่างกายลูกจ้าง เพราะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกนายจ้างกล่าวหาว่าเสพยาเสพติด

ข่าวนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม เพจสายไหมต้องรอด พาหญิงสาวอายุ 21 ปี ไปพบ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายจ้าง หลังถูกนายจ้างที่เป็นเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่น ย่านภาษีเจริญ ทำร้ายร่างกายมานานหลายปี ตามตัวมีร่องรอยบาดแผลอยู่ทั่วทั้งร่างกาย 

ก่อนที่ตำรวจ สน.ภาษีเจริญ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ แต่กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อเจ้าของร้านที่ถูกกล่าวหา ชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับที่ลูกจ้างสาวกล่าวหา แถมยังมีการแจ้งดำเนินคดีลักทรัพย์กับลูกจ้าง ก่อนที่ลูกจ้างจะหนีไปขอความช่วยเหลือ 3 วัน ตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

ความคืบหน้าเรื่องคดีในขณะนี้ สอบถามไปยัง พันตำรวจเอก ชัยพันธุ์ เพ็ชรสดศิลป์ ผู้กำกับการ สน.ภาษีเจริญ เปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ผลตรวจสารเสพติด ผลตรวจร่างกาย และผลตรวจทางจิตเวชจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพนักงานสอบสวนจะทำหนังสือขอผลตรวจอย่างเป็นทางการมาประกอบสำนวนคดี โดยขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับบุคคลใด แต่ได้มีการสอบปากคำทั้ง 2 ฝ่าย ไว้แล้ว

ทั้งนี้ ตำรวจได้แยกสำนวนคดีเป็น 2 สำนวน คือ คดีที่ลูกจ้างสาวแจ้งเอาผิดนายจ้างในข้อหาทำร้ายร่างกาย และคดีที่นายจ้างแจ้งเอาผิดลูกจ้างสาวข้อหาลักทรัพย์ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ อยู่ในสำนวนแล้ว ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

ส่วนที่วันนี้ต้องลุ้นผล คือ การตรวจหายาเสพติดในร่างกายของลูกจ้างสาวคนนี้ และเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ที่ผ่านมา เพจสายไหมต้องรอดพาลูกจ้างสาวคนนี้ไปฟังผลการตรวจหาสารเสพติดที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล โดย นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า ผลการตรวจหาสารเสพติดออกมาแล้ว ไม่พบสารเสพติด หรือสารใด ๆ ตกค้างในเส้นผมของลูกจ้างสาว ซึ่งเส้นผมนี้สามารถตรวจย้อนหลังได้ถึง 1 ปี ดังนั้น ก็เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกจ้างสาวแล้วว่า ไม่ได้มีการเสพยาเสพติดจนหลอนทำร้ายตัวเอง

ขณะที่ จากการให้ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชมาพูดคุยกับลูกจ้างสาว ผู้เชี่ยวชาญก็ยืนยันว่า ลูกจ้างสาวไม่ได้มีอาการป่วยทางจิต ดังนั้น หลังจากนี้จะเดินหน้าขอให้ทางตำรวจตรวจสารเสพติดฝ่ายนายจ้าง รวมถึงลูกจ้างที่มาเป็นพยานให้นายจ้างด้วย เพื่อความเป็นธรรม

ส่วนการดำเนินคดีนั้น นอกจากข้อหาทำร้ายร่างกายแล้ว ก็จะพิจารณาด้วยว่า กรณีที่นายจ้างให้สัมภาษณ์กล่าวหาว่าลูกจ้างสาวเสพยาเสพติดจนหลอน มีอาการทางจิตเวชและทำร้ายร่างกายตัวเองนั้น เป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่ เพราะเป็นการโกหกทำให้ลูกจ้างสาวเสื่อมเสียชื่อเสียง และที่นายจ้างแจ้งความดำเนินคดีลูกจ้างสาวในข้อหาลักทรัพย์ หากพบว่าเป็นการโกหก ก็จะต้องดำเนินคดีกลับฐานแจ้งความเท็จ และกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง