ห้องข่าวภาคเที่ยง - กรณีผู้ต้องหาชาวเยอรมันที่ซื้อบริการเด็กหญิง อายุ 15 ปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเดินทางกลับไปเยอรมันและให้สัมภาษณ์กับสื่อเยอรมันว่ามีการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ 1 ล้านบาท ล่าสุดผลการสอบสวนออกมาแล้วพบว่า ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา และหัวหน้าพนักงานสอบสวน ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงสั่งตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนวินัย
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และปราบปรามการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผลการสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้นว่า ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา และหัวหน้าพนักงานสอบสวน ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวคือ กรณีจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ แต่ไม่ได้แจ้งกองการต่างประเทศให้รับทราบ เพื่อให้แจ้งไปยังสถานทูตของประเทศนั้น ๆ ว่ามีพลเมืองมากระทำผิดในแผ่นดินไทย และไม่ได้แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้เพิกถอนวีซาผู้ต้องหา ซึ่งตามปกติจะต้องดำเนินการ เพราะหากผู้ต้องหาได้ประกันตัว ตม. ก็จะอายัดตัวมากักที่ห้องขังของ ตม. ป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศ และ ตม. จะนำตัวผู้ต้องหาไปศาลฯ ตามนัด เมื่อเสร็จก็จะนำกลับมากักต่อจนกว่าคดีความจะสิ้นสุด
นอกจากนี้ยังพบว่า พนักงานสอบสวนยังนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังต่อศาลฯ โดยไม่คัดค้านการประกันตัว ทั้งที่เป็นคดีร้ายแรงและผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งแม้ศาลจะมีหนังสือแจ้ง ตม. หลังให้ประกันตัวผู้ต้องหา โดยมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ซึ่ง ตม. ก็ขึ้นบัญชีดำเอาไว้แล้ว แต่ชาวเยอรมันได้ติดต่อทนายความให้แจ้งศาลฯ ว่า มีธุรกิจจำเป็นต้องกลับไปทำที่เยอรมัน ศาลจึงอนุญาตให้ออกนอกประเทศ จนเป็นที่มาของเรื่องดังกล่าว
ซึ่งเบื้องต้นตนเองได้สั่งให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ตั้งคณะกรรมการลงโทษทางวินัยกับผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา หัวหน้างานสอบสวน และพนักงานสอบสวนในขณะนั้น ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา จะอ้างว่าไม่แน่นในระเบียบ แต่เป็นตำรวจจะอ้างเช่นนั้นไม่ได้
ส่วนคดีอาญาก็จะต้องตรวจสอบให้ได้ว่ามีใครรับเงินบ้าง โดยช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม ได้ประสานเชิญเอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทยมาหารือถึงแนวทาง โดยจะขอให้ทางการเยอรมันสอบปากคำผู้ต้องหารายนี้ ว่าจ่ายเงินให้ใครบ้าง หรือหากเป็นไปได้อาจส่งทีมตำรวจไทยไปสอบปากคำเอง เพื่อให้ความจริงปรากฎ
ส่วนทนายความของผู้ต้องหาสอบถามแล้ว ก็ไม่ทราบว่าลูกความตนเองจ่ายเงินให้ใครบ้างเช่นกัน บอกเพียงว่ารับเงินมาทั้งหมด 1 ล้านบาท เป็นทั้งค่าจ้างและหลักทรัพย์ยื่นประกันตัว แต่ยืนยันว่าถ้าพบตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รายใดกระทำความผิด ตนเองไม่ช่วยแน่นอน
ส่วนผู้ต้องหาชาวอเมริกันอีกคนหนึ่งที่ซื้อบริการทางเพศ ถูกจับกุมพร้อมกับชาวเยอรมัน ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วเช่นกัน ผ่านทางช่องทางธรรมชาติ ยังเหลือเจ้าของร้านชาวอังกฤษที่ยังอยู่ในประเทศ จึงสั่งการให้นำตัวไปกักที่ห้องกักของ ตม. แล้ว เพื่อรอกระบวนการนัดของศาล
เรื่องดังกล่าว ส่งผลต่อการจัดอันดับการค้ามนุษย์ของไทยพอสมควร ซึ่งตนเองก็เตรียมนัดเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา เพื่ออธิบายเรื่องดังกล่าวแล้ว