ตำรวจไซเบอร์รวบหนุ่มโรงงาน ฉายา “เอ็ม สายหลอน” เปิดกลุ่มลับในไลน์มากกว่า 100 กลุ่ม ขายให้สมาชิกนับหมื่นคน คิดค่าสมัครแรกเข้าหัวละ 200บาท พบประวัติคดีเคยกระทำอนาจารเด็ก
วันนี้ (12 ม.ค.67) หลังกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต บก.ตอท. ได้ตรวจสอบพบการโฆษณาชักชวนให้เข้ากลุ่มลับที่มีการจำหน่าย สื่อลามกอนาจารเด็ก (CSAM) ผ่าน แอพพลิเคชันไลน์ โดยมีค่าสมัครสมาชิกแรกเข้าจำนวน 200 บาท และจ่ายรายเดือนอีกเดือนละ 50 บาท จึงร่วมกันสืบสวน จนทราบว่าผู้จัดการ หรือแอดมินกลุ่มลับ ใช้บัญชีไลน์ที่ชื่อว่า เอ็มสายหลอน ซึ่งได้มีการเปิดกลุ่มลับจำนวนกว่า 100 กลุ่ม เป็นสื่อลามกอนาจารเด็กเกือบทั้งหมด ซึ่งมีทั้งเด็กไทย และเด็กต่างชาติ กระทั่งสืบสวนทราบว่าแอดมินกลุ่มลับ คือนายตะวัน หรือ เอ็ม อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดนครปฐม จากการตรวจประวัติ เคยต้องหาคดีอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เมื่อปี 2560 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายค้น
ตรวจค้นบ้านพัก และเข้าจับกุมฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูล คอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการจ่ายแจก ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้า หรือส่งออก หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก และพบของกลางโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ซึ่งมีการลงแอปพลิเคชันไลน์ และกลุ่มไลน์ที่มีการลง สื่อลามกอนาจารเด็ก รวมแล้ว 119 กลุ่ม มีสมาชิกในกลุ่มลับรวมกว่า 17,191 คน มีไฟล์สื่อลามก รวมกันมากกว่า 17,000 ไฟล์ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบสวนผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ทำมาแล้วหลายปี เคยทำร่วมกับคนอื่น แล้วแยกย้ายกันไปเปิดของตัวเอง และมีการทักหากเด็กหลายคนเพื่อล่อลวงให้เด็กผลิตสื่อลามกอนาจารเด็กให้ แต่ยังไม่มีผู้เสียหายหลงกลส่งสื่อลามกกลับมา ซึ่งแอดมินกลุ่มลับน่าจะมีอาการที่เรียกว่า “โรคใคร่เด็ก” (Pedophilia) เป็นอาการทางจิตที่ผิดปกติ ที่แสดงออกว่าชอบหรือรักเด็ก แต่เป็นความรักที่เกินขอบเขต รักแบบคลั่งไคล้ ต้องการให้เด็กเป็นของตัวเอง จนนำไปสู่การนำเด็กมาเป็นเหยื่อบำบัดความใคร่ทางเพศ ลักษณะผู้ป่วยโรคใคร่เด็ก (ไม่แสดงพฤติกรรมที่ชัดเจนและสังเกตอาการจากภายนอกได้ยาก) และปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดโทษ และลงโทษโดยคำนึงถึงความผิดปกติทางจิต “โรคใคร่เด็ก” และอาจไม่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวช ผู้ทำความผิดจึงมีความผิด และรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา