ศาลฎีกานักการเมือง มติเอกฉันท์ 9:0 ยกฟ้อง “ยิ่งลักษณ์” คดี Roadshow 2020 พร้อมเพิกถอนหมายจับ ด้าน “สุรนันท์ - นิวัฒน์ธำรง” โล่งยกภูเขาออกจากอก ขณะที่ ด้านนักวิชาการการเมือง ฟันธง ยิ่งลักษณ์ใช้โมเดลพี่ชายกลับไทยปีนี้
วันนี้ (4 มี.ค.67) ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดี อม.2/2565 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวกรวม 6 คน เป็นจำเลย ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต โดยมุ่งหมายไม่ให้มีการแข่งขันราคาจัดจ้าง โครงการ RoadShow สร้างอนาคตประเทศไทย Thailand 2020 จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายรวมเป็นเงินมูลค่า 239 ล้านบาท
บรรยากาศเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จําเลยทั้ง 5 คนประกอบด้วย บุคคล 3 ราย และนิติบุคคล 2 ราย เดินทางมาตามนัดของศาลฎีกาฯ เว้นแต่จำเลยที่ 1 คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ส่ง นายนพดล หลาวทอง ทนายความเดินทางมาแทน
โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานกว่า 2 ชั่วโมง มีมติเป็นเอกฉันท์ 9:0 ยกฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและพวกรวม 6 คน พร้อมเพิกถอนหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีนี้
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า กระบวนการไต่สวนเริ่มตั้งแต่ปี 62 และเข้าสู่กระบวนการศาลฎีกาฯ ตั้งแต่ปี 65 สำหรับผู้ถูกฟ้องรู้สึกทรมาน แต่วันนี้ดีใจที่ศาลมีความเมตตา โดยดูรายละเอียดทั้งหมดจากคำให้การทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย จึงมีคำตัดสินในวันนี้ ส่วนคดีนี้มีการเพิกถอนหมายจับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ด้วยนั้น ตนรับทราบตอนหลัง ก็ยังไม่ได้สื่อสารไปหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีส่วนร่วมเพียงน้อยนิด เพราะเป็นเรื่องของหน่วยงานในการจัดกิจกรรม
เมื่อถามว่า ถือเป็นการล้างมลทินหรือไม่นั้น นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ไม่ได้เรียกว่าเป็นการล้างมลทิน แต่เป็นเรื่องของการที่ได้ปฏิบัติงานอย่างสุจริตเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่เมื่อมีคนไปฟ้อง ป.ป.ช.ก็ต้องตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูลจนนำไปสู่กระบวนการของศาล ตอนนี้ก็ถือว่าโล่งใจ เพราะต่อสู้กันมาหลายปี จากการสอบพยานทางเรามีหลักฐานแน่นว่าไม่มีแววในเรื่องของการทำทุจริต และตนเองก็มั่นใจมาโดยตลอด
ขณะที่ นายสุรนันทน์ กล่าวขอบคุณตุลาการศาลฎีกาฯ ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ผิด ให้ความเป็นธรรม เพราะการไต่สวนค่อนข้างละเอียด พิจารณาทุกแง่มุมอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย ขอบคุณกำลังใจจากทุกคนทั้งที่รู้จักตนและไม่รู้จักตน ยอมรับเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะคดีที่ผ่านมาไม่เข้าใครออกใครและต้องเผชิญกับกระบวนการต่างๆ ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ยอมรับว่าสบายใจ และเราปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ในขณะนั้น ถือเป็นการยืนยันความถูกต้อง เพราะที่ผ่านมามีการแถลงข่าวและกระแสข่าวมากมาย แต่ตนไม่เคยโต้กลับ รอเพียงแค่ศาลตัดสินเท่านั้น และวันนี้ก็ถือเป็นที่ประจักษ์แล้ว
ด้าน นายนพดล ทนายความของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า ตั้งแต่ตนรับทำคดีนี้ก็มั่นใจในลูกความตนเองว่าไม่มีความผิด เชื่อมั่นในความสุจริต เพราะดูจากพยานหลักฐาน อีกทั้งพยานหลักฐานฝ่ายผู้กล่าวหาเองก็มีข้อบกพร่องเยอะ รวมถึงตนเองมีการรวบรวมหลักฐานจากทุกศาลมาต่อสู้ จึงมีความเชื่อมั่นตั้งแต่แรก แต่ครั้งนี้ก็ได้รับความเมตตาจากศาล
ส่วน นายธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและโยบาย หนึ่งในผู้ที่เข้าไปฟังคำพิพากษาในห้องพิจารณาคดี ระบุว่า ทิศทางการเมืองหลังจากนี้ เมื่ออำนาจของฝ่ายตุลาการหมดไป หลังจากนี้จะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แม้ว่าจะไม่สามารถใช้อำนาจโดยตรงได้ แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อน.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบเรื่องของการพักโทษ หรือข้อยกเว้นต่างๆ ทั้งเรื่องการรักษาตัว หรือระเบียบกำหนดพื้นที่อื่นเป็นที่คุมขัง ตนเองเชื่อว่าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำมาพิจารณาว่าถึงเวลาที่เหมาะสมในการกลับไทย แต่เชื่อว่าเป็นการนับหนึ่งของกลุ่มคนรักยิ่งลักษณ์ที่จะได้พบตัวจริงอีกครั้ง
ตอนนี้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ มีคดีอาญาที่ถูกยกฟ้องไปแล้ว 2 คดี ทำให้ไม่มีคดีอาญาตกค้างอยู่ในศาล มีเพียงโทษจำคุก 5 ปี ซึ่งถือว่าน้อยกว่าพี่ชาย และตนเชื่อว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ จะต้องมีการวางแผนกัน และเชื่อจะใช้โมเดลเดียวกับ นายทักษิณกลับไทย แต่อย่างแรกตัวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องแสดงเจตจำนงขอกลับมารับโทษก่อน และจะขอพระราชทานอภัยโทษ ส่วนหลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ส่วนตัวมองว่าหลังจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถกลับไทยได้ โดยอยากจะเลือกกลับสนามบินใดของไทยก็ทำได้ เพราะเป็นจังหวะดีที่สุดของรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี และยังไม่มีการปรับครม.ในเร็วๆ นี้ อีกทั้งยังมองว่าปีนี้เป็นปีมหามงคล เชื่อว่าเป็นจังหวะดีที่จะกลับสู่ไทย ส่วนตัวเชื่อว่ากลับไทยปีนี้