หมอมนูญ เตือนไรโนไวรัส 165 สายพันธุ์ย่อย เป็นแล้วเป็นอีกได้ ยกเคสแม่ติดเชื้อจากลูก ลูกอาการดีขึ้นเร็ว ส่วนแม่อาการเยอะ ไอจนนอนไม่ได้ เจ็บคอ ตาบวมแดง บอกเคยติดโควิดอาการครั้งนั้นยังไม่หนักเท่า
ไรโนไวรัส วันนี้ (5 มี.ค.67) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจและผู้ป่วยหนัก ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัวให้ข้อมูลเกี่ยวกับไรโนไวรัส (Rhinovirus) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดธรรมดา (common cold) มีสายพันธุ์ย่อยมากกว่า 165 สายพันธุ์ ไม่มีวัคซีนป้องกัน เป็นแล้วเป็นอีกได้ รักษาตามอาการ บางคนติดเชื้อไรโนไวรัส อาการหนักได้
หมอผู้ป่วยหญิงอายุ 40 ปี แข็งแรงดี ไม่มีโรคประจําตัว มีลูก 2 คน วันที่ 17 ก.พ.67 ลูกคนโตอายุ 3 ขวบครึ่ง มีไข้สูง 39.7 องศาเซลเซียส ไอ มีเสมหะ มีน้ำมูก ตาบวม แยงจมูกส่งตรวจรหัสพันธุกรรม 22 สายพันธุ์ พบ Rhinovirus เพียงตัวเดียว นอนรักษาในโรงพยาบาล 1 วัน อาการดีขึ้นเร็ว เด็กคงติดไรโนไวรัสจากเพื่อนในโรงเรียน เพราะที่โรงเรียนแจ้งว่ามีเด็กในห้องเรียนป่วยเป็นไรโนไวรัสมากกว่า 10 คน
ต่อมาวันที่ 19 ก.พ.67 หรือ 2 วันหลังจากลูกป่วย ผู้ป่วยอายุ 40 ปี เริ่มมีไข้สูง 39.2 องศาเซลเซียส เจ็บคอมาก ไอมีเสมหะ มีน้ำมูกมาก ปวดเนื้อปวดตัว ตาแดงทั้ง 2 ข้าง วันที่ 23 ก.พ.67 แยงจมูกส่งตรวจรหัสพันธุกรรม 22 สายพันธุ์ พบ Rhinovirus ตัวเดียวกับลูก ได้ยารักษาตามอาการ วันที่ 26 ก.พ.67 หรือ 8 วันหลังเริ่มมีอาการป่วย คนไข้ยังมีอาการไอ มีเสมหะมากจนนอนไม่ได้ เจ็บคอ หนังตาทั้ง 2 ข้างบวม ตายังแดง
ตรวจร่างกาย ไม่มีไข้ ระดับออกซิเจนในเลือด 98% ตาแดง เยื่อบุตาขาวทั้ง 2 ข้างอักเสบ (Conjunctivitis) หนังตาบวมทั้ง 2 ข้าง คอแดงเล็กน้อย ฟังปอดปกติ เอกซเรย์ปอดปกติ แพทย์วินิจฉัยว่า ติดเชื้อไรโนไวรัส เข้าสู่วันที่ 8 ของการป่วยแล้ว อาการยังค่อนข้างมาก แพทย์ให้ยาสเตียรอยด์ ยา Singulair (montelukast) ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ไปกินที่บ้าน จากนั้นแพทย์ได้ติดตาม 1 สัปดาห์ อาการทุกอย่างดีขึ้น เหลือแต่เจ็บคอเล็กน้อย
ทั้งนี้ ผู้ป่วยให้ประวัติว่า เคยติดไวรัสโควิด 1 ครั้ง อาการครั้งนั้นยังไม่หนักเท่ากับป่วยเป็นไข้หวัดจากเชื้อไรโนไวรัสครั้งนี้