หนุ่มตกงานขาดเงิน เคราะห์ซ้ำปล่อยรถให้เช่า ถูกแก๊งคนร้ายเชิดรถหาย

หนุ่มตกงานขาดเงิน เคราะห์ซ้ำปล่อยรถให้เช่า ถูกแก๊งคนร้ายเชิดรถหาย

View icon 546
วันที่ 18 มี.ค. 2567 | 08.21 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
หนุ่มตกงานขาดเงิน เคราะห์ซ้ำปล่อยรถให้เช่า ถูกแก๊งคนร้ายเชิดรถหาย ไล่ตามหารถเอง จนพบว่า หลอกเช่ารถทำกันเป็นขบวนการ
   
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 17 มี.ค.67 ที่บริษัทเช่ารถแห่งหนึ่ง ถนนบางกรวย-ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี นายอธิวัฒน์ สิริกังวาลวงศ์ ผู้ก่อตั้งเพจกล้าที่จะก้าว เดินทางเข้าพบ น.ส.เปรมนารา อายุ 37 ปี เจ้าของบริษัทดังกล่าว หลังได้รับเรื่องร้องเรียนให้ช่วยเหลือติดตามคดีที่ถูกแก๊งหลอกเช่ารถกระบะไป สุดท้ายรถหาย จึงได้เข้าตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการทั้งหมด
   
จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า รถกระบะที่ถูกคนร้ายลักไปเป็นรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไททัน สีดำ ทะเบียน 2ฒล4729 กทม. มีนายธัญญ์นิธิ อายุ 39 ปี เป็นเจ้าของ รถ อยู่ระหว่างผ่อนชำระกับไฟแนนซ์อีก 51 งวด งวดละ 10,700 บาท โดยได้มีการนำรถกระบะมาร่วมกับบริษัทเช่ารถดังกล่าว เพื่อหารายได้เพิ่ม จนกระทั่งวันที่ 31 ม.ค.67 ได้มีนายชวลิต แจ่มกระจ่าง อายุ 42 ปี ติดต่อเข้ามาที่บริษัทเพื่อขอเช่ารถกระบะ เพื่อไปขนของในพื้นที่ ถนนแจ้งวัฒนะ จำนวน 3 วัน คือ วันที่ 31 ม.ค.-3 ก.พ.67 ในราคาวันละ 1,200 บาท รวมเป็นเงิน 3,500 บาท (ลด 100 บาท) และเงินประกันอีก 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,500 บาท นายชวลิต ได้มีการโอนเงินมัดจำมาจำนวน 1,000 บาท
   
ต่อมา 31 ม.ค.67 เวลา 17.30 น. นายชวลิต ได้เดินทางมาทำสัญญาเช่า โดยมากับเพื่อนคือนายภาษิต ยั่งยืน หรือแบงค์ อายุ 36 ปี จากนั้นนัดรับรถที่ด้านหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย โดยมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ นอกจากนั้นยังได้ถ่ายรูปเพื่อยืนยันการรับรถ และโอนเงินจำนวน 5,500 บาท ต่อมาวันที่ 3 ก.พ.67 เวลา 10.00 น. น.ส.เปรมนารา เจ้าของบริษัท ได้โทรศัพท์แจ้งเตือนกำหนดส่งคืนรถ ซึ่งนายชวลิต ได้ขอเช่าต่ออีก 1 วัน โดยจะโอนเงินให้ในเวลา 12.00 น. ผ่านไปจนเวลา 13.00 น.ยังไม่มีการโอนเงินเข้าบริษัท จึงได้เริ่มตรวจสอบกล้องในรถกระบะ และ GPS พบว่ารถได้ไปจอดที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง จากนั้นกล้องได้ดับไปไม่สามารถบันทึกภาพได้ จึงได้มีการโทรหานายชวลิตอีกครั้ง แต่ไม่รับโทรศัพท์
  
ต่อมา น.ส.เปรมนารา ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ไทรน้อย พร้อมกับตรวจสอบสลิปการโอนเงินค่าเช่ารถ โดยนำหมายเลขบัญชีของนายชวลิต ไปตรวจสอบกับธนาคาร พบว่ามีการโอนเงินเข้ามาให้นายชวลิต 2 ครั้งจำนวน 1,000 บาท และ 5,500 บาท ก่อนที่นายชวลิตจะโอนค่าเช่ารถทันที พบว่าชื่อคนโอนเงินคือ นายภาษิต ยั่งยืน คือคนที่มารับรถกับนายชวลิต จากนั้นได้ทำการตรวจสอบประวัติในออนไลน์ พบว่ามีคดีเกี่ยวกับการจำนำรถ และยังพบประวัติต้องคดีในพื้นที่ จ.ชลบุรี
   
วันที่ 4 ก.พ.67 ได้พยายามติดตามรถ และติดต่อนายชวลิต แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งวันที่ 9 ก.พ.67 กล้องในรถและGPS ได้เปิดทำงานอีกครั้ง ทำให้น.ส.เปรมนารา พบพิกัดรถว่าอยู่ในพื้นที่ เขตหนองจอก โดยกล้องสามารถบันทึกหน้าบุคคลหนึ่งไว้ได้ เมื่อเดินทางไปตามพิกัดที่ระบุพบเป็นอู่แต่งรถ เมื่อสอบถามหาบุคคลในภาพ จนพบตัวและทราบว่าได้ซื้ออะไหล่มาทางออนไลน์ โดยมีสลิปโอนเงินชื่อ น.ส.ธนพร และเบอร์โทรศัพท์เป็นชื่อ น.ส.กชกร คนที่สั่งซื้ออะไหล่และเจ้าของรถที่ติดตั้งกล้องคนใหม่จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความ ที่ สน.หนองจอก เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
   
วันที่ 12 ก.พ.67 น.ส.เปรมนารา สืบทราบที่อยู่บ้านนายชวลิต จึงได้ประสานทางท้องถิ่นและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางจัก จ.อ่างทอง ร่วมเดินทางไปที่บ้านพบนายชวลิต ซึ่งให้การยอมรับว่า ได้ไปเช่ารถกระบะคันดังกล่าวจริง โดยมีนายภาษิต คนที่ไปด้วยแจ้งกลับมาว่า ได้คืนรถที่เช่าแล้วในวันที่ 3 ก.พ.67 จึงไม่ได้เอะใจ โดยนายชวลิต ได้แจ้งว่าได้รับการติดต่อจากนายคมสัน แหวนทองคำ อายุ 30 ปี น้องชายลูกติดพ่อเลี้ยง เป็นคนติดต่อมาให้ไปเช่ารถให้ เพราะนายภาษิต จะย้ายที่พัก แต่ไม่มีใบขับขี่  จึงได้รับจ้างไปเช่ารถให้ จากนั้นนายชวลิตจึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายคมสัน ด้านน.ส.เปรมนารา จึงได้เบอร์ติดต่อแม่ของนายคมสัน และพยายามโทรศัพท์ติดต่อ จนทราบว่านายคมสัน พักอาศัยที่จ.สิงห์บุรี
   
วันที่ 22 ก.พ.67 นายคมสัน ได้แอดไลน์กลับมาจากเบอร์ในโทรศัพท์แม่ของนายคมสัน จากนั้นได้โทรไลน์มาหา น.ส.เปรมนารา ซึ่งมีคลิปเสียงอัดไว้กล่าวว่า " ตนไม่รู้ว่าเรื่องมันจะเกิดขึ้นแบบนี้ เพราะว่านายเดชา เพื่อนของตนได้มาบอกว่าไปรับจ้างเช่ารถได้เงินมา และไม่โดนคดีความ ไม่ต้องขึ้นศาล เพราะเจ้าของจะตามจนได้รถคืนตามGPS  ตนจึงได้ไปบอกพี่ชายตนเพราะพี่ชายเดือดร้อนต้องใช้เงิน เป็นหนี้ วันที่ไปรับรถมีคนชื่อแบงค์ (นายภาษิต)ไปด้วย ตนไม่ได้รู้จักนายแบงค์ดี เพิ่งเจอกันได้ 3-4 วันโดยนายแบงค์มากับเพื่อนตน วันไปรับรถตนก็ไม่ได้ไป หลังจากพี่ตนกลับมาตนก็ไปหาพี่ชายตน ตนว่าเรื่องทุกอย่างตนก็โดนหลอกไปอีกทีหนึ่ง เพราะเขาบอกว่าทำแบบนี้ เดี๋ยวรถก็จะกลับคืนไปที่เต็นท์เหมือนเดิม เพราะเจ้าของเขาตามได้จาก GPS เขาไม่ได้บอกว่ามันจะเดือดร้อนขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีใครทำ ตนพร้อมไปยืนยันให้ปากคำที่โรงพัก ตนไม่หนีแน่ เพราะตนไม่ใช่คนขาย และตนก็ไม่ได้รับเงินจากเขา มันตรวจสอบได้ เงินที่ได้มาแบ่งกันเพราะเป็นเงินค่าจ้างที่หาคนค้ำ"
    
วันที่ 10 มี.ค.67 น.ส.เปรมนารา ได้ติดตามจนเจอตัวนายคมสัน ที่ จ.สิงห์บุรี จากนั้นได้พาตัวมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางจัก จ.อ่างทอง หลังจากที่นายชวลิต ได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายคมสันไว้ ในข้อหายักยอกทรัพย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สอบปากคำนายคมสัน และแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ
   
น.ส.เปรมนารา กล่าวว่า ตอนนี้ตนเพียงอยากได้รถคืนเพราะ 1 เดือนกว่าแล้ว และเหมือนเขาท้าทายตนด้วยว่ากฎหมายทำอะไรเขาไม่ได้ จากประวัติที่เช็คในอาชญากรรถเช่า พบว่าบุคคลนี้มีประวัติที่เช่ารถ เพื่อเอาไปจำนำโดยเฉพาะ มีแบล็คลิสต์ติดตัวเขาอยู่แล้ว แต่เขายังจะทำซ้ำอยู่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือผลกระทบต่อบุคคลภายนอกเลย ก็เลยอยากให้ทางเพจและตำรวจช่วยดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เขาจะได้ไม่ไปกระทำต่อคนอื่นต่อไป จากความคิดของตนและที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานมา ตนคิดว่ามันเป็นขบวนการ มีการวางแผนจากหนึ่งไปสองไปสาม และจาก 3 ไป 4 ซึ่งต่อติดกันหมดเลยว่าเป็นอย่างไร อยากให้ตำรวจสืบให้ถึงตัวกระบวนการใหญ่ และติดตามเอารถกลับคืนมาให้ได้เพื่อดำเนินคดีถึงที่สุด นอกจากนี้ตัวการใหญ่ยังได้โทรมาท้าทายกับบุคคลที่ 2 ว่าแน่จริงก็มาสิ

นายธัญญ์นิธิ เนาวพรศรัณย์ อายุ 39 ปี เจ้าของรถ กล่าวว่า รถที่หายไปเป็นรถของตน โดยตนตกงานขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงมาขอให้พี่สาวช่วยโดยนำรถมาเข้าร่วมให้เช่า เพื่อจะมีรายได้มาใช้จ่าย โดยตนทราบว่ามีการเช่ารถไป เมื่อรถหายไปก็รู้สึกเสียใจอยากได้คืน เพราะรถยังต้องผ่อนอยู่ ส่วนประกันรถแจ้งมาว่าอยู่นอกเหนือจากสัญญาที่ทำไว้ จึงต้องรับผิดชอบเอง หลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความไว้แล้วตั้งแต่วันแรกที่รถหาย ก็อยากฝากถึงคนร้ายให้เอารถมาคืนและฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยด้วย

นายอธิวัฒน์ สิริกังวานวงศ์ ผู้ก่อตั้งเพจกล้าที่จะก้าว กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนมาจากประชาชน ที่เปิดบริษัทให้เช่ารถกระบะไปใช้ขนส่งในงานต่างๆ ดูจากข้อมูลพยานหลักฐานแล้วน่าจะเป็นการทำงานเป็นขบวนการ คือเช่ารถแล้วเอาอะไหล่ไปขาย หรือเอาตัวรถไปขายต่อที่ประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องนี้จะพาผู้เสียหายไปร้องกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และอาจจะไปหานายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำรองนายกรัฐมนตรี อีกทีหนึ่งเพื่อให้เร่งรัดดำเนินการตรวจสอบทุกคนที่เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ เพื่อขยายผลต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง