พิรงรอง ได้ประกันตัว หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดี บ.ทรูดิจิทัลฯ ฟ้อง ม.157

พิรงรอง ได้ประกันตัว หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดี บ.ทรูดิจิทัลฯ ฟ้อง ม.157

View icon 232
วันที่ 6 ก.พ. 2568 | 12.05 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ อนุญาตปล่อยชั่วคราว พิรงรอง ตีราคา 1.2 แสนบาท กำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ หลังสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีถูกฟ้อง ม.157 ปมออกหนังสือเตือนโฆษณาแทรกในแอปฯ ทรูไอดี หลังได้ประกันเจ้าตัวเดินทางกลับทันที

วันนี้ (6 ก.พ.68) ที่ห้องพิจารณาคดี 303 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด เป็นโจทก์ ฟ้อง ศาสตราจารย์กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นจำเลย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีจำเลยออกหนังสือแจ้งไปยังบริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ในฐานะผู้ให้บริการแอปพลิเคชันทรูไอดี ได้นำสัญญาณมาถ่ายทอดในแพลตฟอร์ม แอปฯ ทรูไอดี ต่อมาคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ได้พิจารณาและเสนอความเห็นเรื่องดังกล่าว และ สำนักงาน กสทช. ได้ออกหนังสือแจ้งไปยัง บริษัท ทรู ดิจิทัล โจทก์เป็นผู้ทำผิดกฎหมาย อาจส่งผลให้ผู้รับอนุญาตระงับเนื้อหารายการต่าง ๆ ที่บริษัทส่งไปออกอากาศ ส่อแสดงเจตนากลั่นแกล้งให้ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ได้รับความเสียหาย

พิเคราะห์จากการไต่สวนโจทก์และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทนิติบุคคล ประกอบกิจการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทผ่านอินเตอร์เน็ต โดย แอปฯ ทรูไอดี ให้บริการเมื่อปี 2559 ผ่านอินเตอร์เน็ต มีลักษณะเป็น OTT คือการโหลดแอปฯ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ไม่มีการจัดการโครงข่ายเป็นการเฉพาะ ซึ่ง กสทช.ไม่เคยกำหนดให้แอปพลิเคชัน ดังกล่าวต้องขอใบอนุญาตจาก กสทช.แต่อย่างใด แตกต่างกับการส่งโครงข่ายผ่านเคเบิ้ล ที่ต้องมีกล่องรับสัญญาณ จึงต้องขออนุญาตจาก กสทช.ให้เผยแพร่เป็นลักษณะ TPTV การให้บริการ OTT จึงไม่ได้อยู่ในการบังคับการประกอบกิจการของ กสทช. ส่วนจำเลยเป็นกรรมการ กสทช. มีหน้าที่กำหนดจัดสรรคลื่นความถี่ กำหนดลักษณะกิจการโทรทัศน์ จำเลยเป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านกิจการโทรทัศน์ ในการอนุญาตการประกอบกิจการโทรทัศน์ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จากการประชุมคณะอนุกรรมการ กสทช.ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 66 จำเลยเป็นประธานการประชุม มีหัวข้อการประชุมเรื่องการแพร่ภาพผ่านอินเตอร์เน็ตใน แอปฯ ทรูไอดี ที่ประชุมเห็นว่าปัจจุบันมีการประกอบกิจการลักษณะ OTT จำนวนมาก หากเอาแต่ แอปฯ ทรูไอดี มาพิจารณาเพียงรายเดียว อาจจะมีการยกมาเป็นข้อกล่าวอ้างได้ จึงมีมติให้ศึกษาแนวทางการเผยแพร่ของ แอปฯ ทรูไอดี ให้รอบคอบครอบคลุม และมีหนังสือแจ้งตามประกาศข้อ 23 ของ กสทช. แสดงให้เห็นว่าการประชุมของ กสทช.ยังไม่ได้สรุปว่า แอปฯ ทรูไอดี ต้องขอใบอนุญาตหรือไม่ อย่างไร และให้ศึกษาเรื่องผลกระทบจาก OTT ก่อน โดยในการประชุมครั้งที่ 4 จำเลยได้ตำหนิที่ทำหนังสือไม่ได้เจาะจงชื่อของ แอปฯ ทรูไอดี ของโจทก์ จึงให้มีการแก้ไข ทั้งที่การประชุมในครั้งที่ 4 ไม่ได้มีมติดังกล่าวแต่อย่างใด เป็นการทำเอกสารเป็นเท็จ

พยานหลักฐานรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยเป็นผู้สั่งการให้จัดทำบันทึกให้รองเลขาธิการ กสทช. ลงนามในหนังสือดังกล่าวว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้เข้าใจว่าโจทก์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ จำเลยมีหน้าที่นำเสนอต่อกรรมการ กสทช.ต่อไป แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่จากข้อความที่ว่า "วิธีการที่เราต้อง enforce เรื่องนี้ มัส แครี่ มีเงื่อนไขท้ายใบอนุญาตจาก กสทช. เท่านั้นเมื่อ true ID ไม่ได้รับอนุญาต มันเหมือนว่าเคลียร์คัท คุณตั้งเป็น OTT คุณทำผิดเงื่อนไขใบอนุญาตสิทธิ์มัสแครี คุณไปทำผิดกฎหมายมันทำไม่ได้ คุณต้องพิจารณาว่า จะมาเข้าสู่ระบบหรือไม่ เมื่อคุณปล่อยให้เนื้อหาเอาไปออกในที่ไม่ควรออก" ข้อความดังกล่าวอนุมานได้ว่า ผู้ประกอบการจะวิตกกังวล มัส แครี นำช่องฟรีทีวีไปออกอากาศในช่องที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ เป็นการใช้หน้าที่ฝ่าฝืนกฎหมายชัดแจ้ง ดังนั้น แนวทางที่จำเลยดำเนินการมีคำว่า "ตลบหลัง" หรือ"ล้มยักษ์" สื่อความหมายชัดเจนว่าจำเลยประสงค์ให้กิจการของโจทก์เสียหาย ทั้งที่มีผู้ท้วงแล้ว แต่แทนที่จำเลยจะปฏิบัติตามด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม แต่กลับใช้อำนาจในการกลั่นแกล้งโจทก์ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ที่จำเลยต่อสู้ว่า ไม่มีสิทธิ์ไปโน้มน้าว ไม่ได้สั่งการเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ กสทช.ทำหนังสือ ไม่ได้แก้รายงานการประชุม ไม่ได้พูด "ตลบหลัง" หรือ "ล้มยักษ์" เป็นการเปรียบเปรย ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ เห็นว่า เป็นการต่อสู้ลอย ๆ พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักให้หักล้างพยานหลักฐานโจทก์

พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี

ภายหลังฟังคำพิพากษา ศาสตราจารย์กิตติคุณพิรงรอง ได้ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ขอประกันตัว ต่อมาเวลา 11.30 น.เศษ ศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราว ศาสตราจารย์กิตติคุณพิรงรอง ตีราคาประกัน 120,000 บาท กำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยภายหลังได้รับการปล่อยชั่วคราว ศาสตราจารย์กิตติคุณพิรงรอง เดินทางลงจากบันไดศาลมีสีหน้าเศร้า โดยนักข่าวพยายามเข้าไปสัมภาษณ์ถึงประเด็นที่ศาลลงโทษ และกระเเสข่าวการถูกกดดันให้ลาออก แต่ทางผู้ติดตามได้พาขึ้นรถกลับโดยระบุว่าขอไม่ให้สัมภาษณ์ เนื่องจากให้สัมภาษณ์ไปช่วงเช้าแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง