วิศวกรให้ปากคำแล้ว ยอมรับเป็นลายเซ็นจริง 3 คน ปฏิเสธ 7 คน

วิศวกรให้ปากคำแล้ว ยอมรับเป็นลายเซ็นจริง 3 คน ปฏิเสธ 7 คน

View icon 250
วันที่ 30 เม.ย. 2568 | 18.19 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วิศวกรให้ปากคำแล้ว ยอมรับเป็นลายเซ็นจริง 3 คน ปฏิเสธ 7 คน ยืนยันไม่เคยเข้าไซต์งานก่อสร้าง ดีเอสไอเร่งส่งพิสูจน์ลายเซ็น เผยกลางเดือน พ.ค. เตรียมเรียกสอบ 6 บริษัท ยื่นซองโครงการตึก สตง.

วันนี้ (30 เม.ย.68) นายศุภภางกูร พิชิตกุล รองผู้อำนวยการกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้ว) หนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบปากคำ 10 วิศวกร เป็นวันที่ 2 ว่า วันนี้มีวิศวกรเข้ามาให้ปากคำรวมทั้งหมด 10 คน โดยมี 3 คนที่ยอมรับว่าเป็นลายเซ็นของตัวเองจริง ที่ปรากฏรายชื่อควบคุมงานของกิจการร่วมค้า PKW โดยทั้ง 3 คนอ้างว่าไปควบคุมงานและปฏิบัติงานในไซต์งานจริง ซึ่งลายเซ็นของทั้ง 3 คน เป็นลักษณะการเซ็นรายงานประจำสัปดาห์

ส่วนจะมีการเซ็นทั้งหมดกี่ครั้งนั้น นายศุภภางกูร อธิบายว่า เจ้าหน้าที่ได้สุ่มตรวจรายงานประจำสัปดาห์ ต่อคนประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งทั้ง 3 คนมีลายเซ็นอยู่ในรายงานของทั้ง 2 สัปดาห์ที่สุ่มออกมา โดยผู้ที่มีลายเซ็น ยืนยันว่า จะต้องตรวจสอบก่อนเซ็นทุกครั้ง ถ้าระหว่างการก่อสร้างหากพบความผิดปกติ ก็จะมีการรายงานเป็นขั้นตอนตามลำดับชั้นไปถึงนายสมชาย ทรัพย์เย็น ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการ และหากเป็นปัญหาที่กระทบกับโครงสร้าง ผู้จัดการโครงการก็จะรายงานเป็นขั้นตอนไปถึง สตง. ซึ่งแต่ละคนมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน อย่างบริษัท ว.และสหาย จะดูแลเรื่องของระบบ ส่วนเคพีดูแลเรื่องโครงสร้าง

“การก่อสร้างต้องรายงานเริ่มต้นจากผู้รับเหมาอยู่แล้ว คืออิตาเลียนไทยฯ และไชน่า เรลเวย์ฯ ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้า เพราะเขาดำเนินการก่อสร้าง เขาต้องพบว่ามีปัญหาในการก่อสร้างออกแบบหรือไม่อย่างไร“ นายศุภภางกูร กล่าว

นายศุภภางกูร ย้ำว่า หากเป็นงานหลักด้านโครงสร้าง จะต้องรายงานตามขั้นตอนจนถึงผู้ออกแบบ แต่หากเป็นปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการก่อสร้าง สามารถพิจารณาแก้ไขปัญหาตามหน้างานได้เลย

ส่วนวิศวกรอีก 7 คน ที่ปฏิเสธไม่ใช่ลายเซ็นตัวเองนั้น เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่จะส่งลายเซ็นตัวอย่างที่ให้วิศวกรเซ็นต่อหน้าพนักงานสอบสวน โดยทำการปกปิดลายเซ็นที่เป็นปัญหา ก่อนส่งไปที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อตรวจสอบว่าเป็นลายเซ็นจริง หรือมีการปลอมแปลงหรือไม่ โดยพนักงานสอบสวนจะรวบรวมลายเซ็นให้ใกล้กับเวลาที่เกิดเหตุ เพื่อส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ ซึ่งทั้ง 7 คน ที่ปฏิเสธว่าไม่ใช่ลายเซ็นของตัวเอง เจอลายเซ็นดังกล่าวในรายงานประจำสัปดาห์เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นเอกสารประกอบการเบิกเงินกับ สตง. ส่วนจะเซ็นเหมือนกันหรือไม่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่เอกสารที่สุ่มนำมาตรวจลายเซ็นใกล้เคียงกัน มีแตกต่างกันบ้างเป็นปกติของการเซ็นชื่อ แต่การเปรียบเทียบจะต้องเปรียบเทียบกับเจ้าของลายเซ็นจริงว่าตรงกับลายเซ็นที่เป็นปัญหาหรือไม่

ส่วนทั้ง 7 คนเกี่ยวข้องอย่างไรกับบริษัท กิจการร่วมค้า PKW นั้น นายศุภภางกูร ระบุว่า ทั้ง 7 คนอยู่ในบริษัท ว.และสหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทของกิจการร่วมค้า PKW  และมีตำแหน่งเป็นวิศวกรที่ทำงานระบบของบริษัท ว.และสหาย ซึ่งข้อเท็จจริงคือมีการนำชื่อวิศวกร 7 คนนี้มาเบิกในงานของ PKW แต่เจ้าตัวไม่ได้ไปทำงาน และทั้ง7คนให้การว่าไม่ได้ไปไซต์งาน และไม่ได้ควบคุมงานตามวันและเวลาที่ปรากฎในเอกสารที่มีลายเซ็น

เมื่อถามว่า นอกจากวันและเวลาที่ปรากฎในเอกสารแล้ว ทั้ง7คนเคยเข้าไปที่ไซต์งานสตง.ในช่วงเวลาที่มีการก่อสร้างตึกหรือไม่นั้น นายศุภภางกูร ระบุว่า วิศวกร อ้างว่าช่วงเวลาการก่อสร้างอาคารสตง.ไม่เคยไปที่ไซต์งาน และบางคนก็ลาออกจากบริษัทไปแล้วด้วย แต่รายละเอียดยังอยู่ในการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนมีการนำชื่อไปแอบอ้างแล้วเจ้าตัวที่เป็นวิศวกรไม่รู้ตัวหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการสอบสวน

นายศุภภางกูร  ระบุอีกว่า โดยขั้นตอนของการพิสูจน์การปลอมแปลงลายเซ็นนั้นจะส่งไปที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์และหลังจากนั้นก็จะนำข้อมูลมาพิจารณาว่าเป็นลายมือของวิศวกรจริงหรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาในโครงการจ้างควบคุมงานว่ามีการดำเนินการตามข้อมูลที่ได้มาจริงหรือไม่ และหากสามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกนำ ลายเซ็นมาแอบอ้าง จะต้องให้ผู้ที่ถูกแอบอ้างนั้น ไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนภายในสน. พื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้มีวิศกรบางคน ที่ถูกปลอมแปลงลายเซ็นมีการไปแจ้งความไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายศุภภางกูร ระบุว่าขณะนี้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ไปแล้ว ซึ่งเป็นบริษัทที่รับผิดชอบงานวิศวกรรม ส่วนบริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด เป็นบริษัทที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องงานสถาปัตยกรรม แต่ในฐานะกิจการร่วมค้าของ 2 บริษัท ก็ต้องเรียกมาให้การ โดยตามหลักกฏหมาย ต้องขอรับอนุญาตจากบริษัทผู้ออกแบบ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนว่ามีการดำเนินการตามหลักการนั้นหรือไม่

ส่วนกรณีของนายธีระ วรรธนะทรัพย์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท ไมนฮาร์ทฯ ที่ยอมรับว่ามีการแก้ไขแบบแปลนปล่องลิฟต์เพื่อให้พื้นทางเดินมีความกว้างมากขึ้น ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร  กรณีที่มีการแก้ไขปล่องลิฟต์ โดยลดขนาดจาก 30 ซม. เหลือ 25 ซม. บริษัท คอนซัลแทนท์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษา ได้ทำเรื่องเสนอมายังบริษัทผู้ออกแบบ เบื้องต้นนายธีระให้การว่า การแก้ไขจะเป็นการตัดสินใจร่วมกันของ 2 บริษัท คือ บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทคฯ กับบริษัท ไมน์ฮาร์ทฯ อย่างไรก็ตาม ทุกบริษัท ทุกพยานที่เข้าให้การกับดีเอสไอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการให้ข้อมูล

ส่วนกรณีของนายเกรียงศักดิ์  กอวัฒนา รองประธานอาวุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เบื้องต้น ได้ให้ข้อมูล เกี่ยวกับกิจการร่วมค้ากับบริษัทไชน่าฯ โดยขั้นตอนการก่อสร้าง บริษัทไชน่าฯ จะเป็นผู้รับเหมา และดำเนินการก่อสร้างตามแบบ หากเกิดปัญหาจะต้องรายงาน ผ่านผู้ควบคุมงาน หรือ บริษัท PKW ซึ่งการจะดำเนินการก่อสร้างได้จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน และได้รับการอนุมัติ โดยบทบาทของหน้าที่ผู้รับเหมา ก็จะต้องก่อสร้างตามแบบอยู่แล้ว

สำหรับการติดตามบุคคลที่ยังไม่เข้าพบดีเอสไอ  นายศุภภางกูร มั่นใจว่า จะต้องเข้าให้การ เพราะเป็นประโยชน์กับตัวเขาเอง  หากลายเซ็นถูกปลอมก็คนเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนกับการควบคุมงานจริง ๆ ซึ่งมีบางรายที่ติดต่อไม่ได้แต่ก็เดินทางเข้ามาพบดีเอสไอเอง

หลังจากนี้จะมีการออกหมายเรียกบริษัทที่เสนอราคาในโครงการก่อสร้างตึก สตง. 6 บริษัท มาให้ข้อมูล โดยคาดว่าน่าจะช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป