วันนี้ (23 พ.ค. 68) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.วุฒิชัย ศรีรัตนวุฒิ พร้อมด้วย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์, พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ, พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตต์ ประธานชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ ร่วมแถลงการณ์คัดค้านร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... โดยมีสาระสำคัญคือการปรับเปลี่ยนกระบวนการสอบสวน และให้อำนาจพนักงานอัยการในการกำกับ ควบคุม และมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการมีอำนาจให้ความเห็นชอบก่อนออกหมายเรียกหรือก่อนการขอหมายจับ ขัง ค้น และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ทำความเห็นแย้งแทนตำรวจนั้น สมาคมตำรวจ พร้อม สมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ ได้ร่วมกันพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างรอบคอบแล้ว เห็นว่า ไม่สมควรให้ผ่านความเห็นชอบด้วยเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้
1.ประเด็นการแจ้งเหตุต่อฝ่ายปกครองและอัยการเมื่อพบการกระทำผิด มีความเสี่ยงที่จะทำให้ข้อมูลในคดีสำคัญรั่วไหลได้ ตามร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 17 (ใหม่) กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งเหตุต่อฝ่ายปกครองและอัยการทันทีเมื่อพบการกระทำผิด ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้ข้อมูลในคดีสำคัญรั่วไหลได้ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพยาน ผู้เสียหาย หรือแม้แต่ชื่อเสียงของผู้ต้องหาที่อาจยังไม่มีการจับกุมหรือพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล การสืบสวน มิใช่การ “สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน” แต่การสืบสวนเป็นขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง “เพื่อป้องกันเหตุ” หรือ “เพื่อพิสูจน์ทราบเหตุ” หรือ “เพื่อเป็นข้อมูลอาชญากรรมเชิงลึก”
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ โดย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิได้กำหนดหน้าที่และอำนาจของผู้สืบสวนไว้โดยตรง ดังนี้การสืบสวนจึงเป็นเรื่องของการออกแสวงหาข้อเท็จจริงตามเทคนิคการสืบสวน ที่ไม่มีผลกระทบต่อบุคคลหรือประชาชนในเรื่องที่ทำการสืบสวน การสืบสวนที่ดีและมีประสิทธิภาพต้องกระทำอย่างสงบ เพื่อสยบความเคลื่อนไหวของอาชญากร ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็แยกอำนาจสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานปกครอง เจ้าพนักงานอื่น เป็นอิสระแยกออกจากกันเพื่ออำนวยความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีอรรถคดีและเพื่อให้อรรถคดีดำเนินไปด้วยความต่อเนื่องและคลี่คลายด้วยความรวดเร็ว
การที่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้ พนักงานสอบสวนต้องรายงานการสืบสวนต่อพนักงานอัยการก่อนที่จะทำการสืบสวนในลักษณะ “ขออนุญาต” หรือ “ขออนุมัติ” ต่อพนักงานอัยการหรือฝ่ายปกครองก่อนที่เจ้าพนักงานจะสืบสวนคลี่คลายคดี มีผลเป็นการสกัดกั้นการแสวงหาข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนก่อให้เกิดภาระแก่ผู้ทำหน้าที่สืบสวน ประชาชนหรือผู้มีอรรถคดีไม่ได้ประโยชน์แต่ผลประโยชน์มีแนวโน้มตกแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า สาธารณชนทั่วไปไม่ได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ ...) พ.ศ. ...
2.ประเด็นการออกหมายเรียก หมายจับ หมายขัง หมายค้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการก่อน เป็นการซ้ำซ้อนในกระบวนการยุติธรรมทำให้ล่าช้าเกินสมควร การให้อำนาจอัยการเห็นชอบก่อนการออกหมายเรียก ตาม มาตรา 53/1 ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติม และการให้อำนาจอัยการเห็นชอบก่อนการขอหมายจับ ขัง ค้น มาตรา 57 (ใหม่) ตามร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... จะทำให้กระบวนการสอบสวนซ้ำซ้อน และล่าช้าเกินความจำเป็น ทั้งที่ปัจจุบันมีการกลั่นกรองจากศาลอยู่แล้ว
โดยเฉพาะในยุคที่เน้นกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ คดีจำนวนมากเป็นคดีเล็กน้อยที่ควรเร่งดำเนินการให้เกิดความยุติธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายโดยเร็ว การออกหมายอาญา (หมายจับ หมายค้น หมายขัง หมายจำคุก) กฎหมายให้อำนาจ พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน พนักงานฝ่ายปกครอง เป็นผู้ที่มีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นอิสระแยกต่างจากจากกัน โดยศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจออกคำสั่งอนุมัติหมายอาญา ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจากศาลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ และให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนในชั้น “ก่อนฟ้อง” เป็นไปด้วยความต่อเนื่อง รวดเร็ว และเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี การที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องขอคำรับรองจากพนักงานอัยการก่อนที่จะไปยื่นคำร้องขอหมายอาญาต่อศาล มีผลเป็นการเพิ่มขั้นตอนในกระบวนการสอบสวนให้มากขึ้นโดยใช่เหตุ ทั้งการรับรองคำร้องของพนักงานอัยการไม่มีผลต่อดุลพินิจในการออกหมายอาญาของศาล การแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประเด็นนี้ ก่อให้เกิดภาระแก่พนักงานสอบสวนผู้ปฏิบัติมากขึ้น และทำให้เกิดความล่าช้าแก่อรรถคดีของประชาชน
การออกหมายเรียกผู้ต้องหา เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสรับทราบข้อกล่าวหาและเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนเท่านั้น มิใช่การตัดสินว่าผู้ใดผิด การกำหนดให้ต้องมีความเห็นชอบจากอัยการก่อน จึงไม่จำเป็น และเป็นการถ่วงเวลาให้การสอบสวนล่าช้าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ การออกหมายเรียกบุคคลให้มาพบพนักงานสอบสวนทั้งในฐานะพยานหรือในฐานะผู้ต้องหาเป็นไปตามหลักการฟังความทุกฝ่ายที่ “เปิดโอกาส” ให้ผู้ต้องหามาพบและชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องที่ถูกกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน และเพื่อให้ “พยาน” ได้เข้าให้ข้อเท็จจริงแก่พนักงานสอบสวนเพื่อให้คดีแจ่มกระจ่างว่าผู้ต้องหามีผิดหรือบริสุทธิ์ การออกหมายเรียกจึงไม่มีผลเป็นการ “รอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน” แต่เป็นขั้นตอนการพิสูจน์ทราบข้อความจริงตามที่ถูกกล่าวหาโดยพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป การที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... กำหนดให้ พนักงานสอบสวนต้องขอคำรับรองจากพนักงานอัยการก่อนที่จะออกหมายเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำเพื่อทำให้คดีแจ่มกระจ่าง มีผลเป็นการเพิ่มขั้นตอนในกระบวนการสอบสวนให้มากขึ้นโดยไม่จำเป็น เป็นภาระแก่พนักงานสอบสวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ และก่อให้เกิดความล่าช้าเสียหายแก่อรรถคดีของประชาชน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ประเด็นนี้ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ
3.ประเด็นในคดีฆ่า คดีสำคัญ หรือกรณีมีคำร้องขอความเป็นธรรม ให้พนักงานอัยการมีอำนาจตรวจสอบและกำกับการสืบสวนสอบสวน และพยานหลักฐานได้ทันที โดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการ ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งปวงชาวไทยเป็นผู้อนุมัติให้บังคับใช้ผ่านการลงคะแนนเสียงประชามติ หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (2) บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า “ให้ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม...” ซึ่งเป็นการยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาชั้นก่อนฟ้องของประเทศไทยให้ยึดและใช้หลักแนวคิด “การแยกอำนาจสอบสวนออกจากอำนาจฟ้องร้อง”เพื่อตรวจสอบ ถ่วงดุล และคานอำนาจกันและกัน
ทั้งนี้เพื่อให้ประโยชน์ตกแก่ผู้มีอรรถคดีอันเป็นผลให้เกิดความสงบเรียบร้อยภายในสังคมแก่ประชาชน การที่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... กำหนดให้ พนักงานอัยการ และฝ่ายปกครอง เข้ามามีบทความลักษณะ “ควบคุม” “สั่งการ” ผ่านกระบวนการรายงานและขออนุญาตสืบสวนสอบสวนจากพนักงานอัยการและหรือฝ่ายปกครองนั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งมาจากปวงชาวไทย และเป็นการทำลายหลักแนวคิด “การแยกอำนาจสอบสวนออกจากอำนาจฟ้องร้อง” เป็นผลให้การตรวจสอบ การถ่วงดุล และการคานอำนาจกันและกันด้อยประสิทธิภาพ ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้มีอรรถคดี เป็นผลให้การดำเนินคดีอาญาขาดประสิทธิภาพนำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมแก่ ซึ่งไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ได้
4.ประเด็นการให้เปิดเผยพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนระหว่างสืบสวนสอบสวน ผ่านกระบวนการให้เปิดเผยและหรือแจ้งพยานหลักฐานที่มีแก่ผู้ต้องหาทราบ เห็นว่าการค้นหาความจริงเพื่อพิสูจน์ประเด็นแห่งคดีหรือพิสูจน์ข้อความจริงในชั้นพิจารณาของศาลใช้หลักการพยานคนที่จะเบิกความภายหลังไม่ควร “รับรู้หรือรับทราบข้อเท็จจริง” จากพยานคนที่จะเบิกความก่อนดังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลังและศาลมีอำนาจที่จะสั่งพยานอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปเสียได้...” โดยบทกฎหมายดังกล่าวนำมาใช้กับการค้นหาความจริงในคดีอาญาชั้นพิจารณาของศาลด้วยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสืบสวนสอบสวนที่กระทำเป็นการลับย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าการสืบสวนสอบสวนที่กระทำโดยเปิดเผย
การที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... กำหนดให้ เจ้าพนักงานตำรวจ และหรือ พนักงานสอบสวน ต้อง “เปิดเผย” พยานหลักฐาน และหรือผลการสืบสวนสอบสวนให้ผู้ต้องหาทราบ ย่อมทำให้ผู้ต้องหา “รู้” ช่องทางในการยุ่งเหยิงและหรือทำลายพยานหลักฐานโดยเพียงแค่ยุ่งเหยิงและหรือทำลายข่มขู่ทำให้เกิดข้อสงสัยในพยานหลักฐาน ผู้ต้องหาก็อาจ พ้นผิดได้แล้ว โดยไม่จำต้องถึงขนาดทำลายพยานหลักฐานนั้น อันทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมอาชญากรรมและหรือนำตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษลดลง
นอกจากนี้ในการเปิดเผยและหรือตรวจสอบพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนและหรือพนักงานอัยการนั้น ยังมีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 8 (4) (5) (6) ให้สิทธิแก่จำเลยที่จะ “ตรวจดูสิ่งที่ยื่นเป็นพยานหลักฐาน และคัดสำเนาหรือถ่ายรูปสิ่งนั้น ๆ” “มีสิทธิตรวจดูสำนวนการพิจารณาของศาล และคัดสำเนาหรือขอรับสำเนาที่รับรองว่าถูกต้อง” และ “มีสิทธิตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบคำให้การของตน” เป็นหลักคุ้มครองสิทธิของจำเลยโดยไม่กระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายและกระบวนการสืบสวนสอบสวนฟ้องร้องคดีอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันการที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... กำหนดให้ เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนต้อง “เปิดเผย” พยานหลักฐานที่สืบสวนสอบสวนรวบรวมมาได้แก่ผู้ต้องหา ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องสงสัย หรือบุคคลอื่นใดที่เป็นปรปักษ์และมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องยังหมิ่นเหม่ละเมิดต่อข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหาย และหรือพยาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีตามที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บัญญัติรับรองคุ้มครองไว้ และยิ่งไปกว่านี้ในเรื่องทำนองเดียวกันยังได้มี พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการของราชการ พ.ศ. 2540 บัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลในสำนวนการสืบสวนสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะผ่านกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของ “คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ” แล้วว่า เอกสารชิ้นใด ฉบับใด พยานหลักฐานชิ้นใด ฉบับใด เปิดเผยได้หรือไม่ เพียงใด และการเปิดเผยจะเปิดเผยได้เมื่อใด การเปิดเผยลักษณะใดไม่กระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลและการดำเนินคดี การเปิดเผยลักษณะใดที่มีลักษณะกระทบและละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและกระทบต่อการดำเนินคดีเป็น กลไกเครื่องมือ ที่รองรับสิทธิการรับทราบรับรู้ข้อมูลของผู้ต้องหาที่ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย พยาน และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการดำเนินคดีอาญาของรัฐ อยู่แล้ว ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ประเด็นนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ทั้งนี้ สมาคมตำรวจ พร้อมสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ ขอเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม ทั้งในด้านความรวดเร็ว ความเป็นธรรม และความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้องในคดี เรายืนยันว่า กระบวนการสอบสวนในปัจจุบันมีระบบการตรวจสอบและถ่วงดลจากหลายฝ่ายอยู่แล้ว และสามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายที่เป็นการลดบทบาทตำรวจและเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น ซึ่งสมาคมตำรวจ สมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ พร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการยุติธรรรมทางอาญาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ภายโต้กรอบรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม