ดีเอสไอ บุกรังแก๊งสแกมเมอร์ 11 จุด จับผู้ต้องหาชาวไทย-ต่างชาติ 7 ราย เปิดบริษัทบังหน้า หลอกขายเครื่องมือแพทย์ช่วงโควิด ผู้เสียหายกว่า 30 รายในหลายประเทศ สูญ 2 พันล้าน
วันนี้ (29 พ.ค.68) ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นำกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ลงพื้นที่นำหมายค้นเข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งย่านราชเทวี กทม. ที่เกิดเหตุลักษณะเป็นโกดังติดกันสูง 2 ชั้น ชั้นบนเป็นสำนักงาน ชั้นล่างเป็นที่เก็บของ พร้อมจับกุม นายลีวินุส มาสดูอบูซูดุ อาเคเอบูชิ อายุ 55 ปี สัญชาติไนจีเรีย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3031/2568 ลงวันที่ 28 พ.ค 2568 ข้อหาร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันฟอกเงินร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน
โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการของดีเอสไอเข้าตรวจค้นพบว่า ประตูโกดังปิดอยู่ เมื่อพยายามเรียกให้เปิด แต่ไม่มีเสียงตอบรับ ทางชุดปฎิบัติการดีเอสไอ จึงงัดประตูเข้าไป แต่ไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่ด้านใน กระทั่งตรวจค้นพบชาวไนจีเรีย 2 รายหลบซ่อนตัวใต้บันได จึงควบคุมตัวไปสอบสวน โดยชายทั้ง 2 คนอ้างตัวว่าเป็นน้องชายของนายลีวินุส เข้ามาในประเทศไทยโดยถือวีซ่านักศึกษา มาอาศัยอยู่กับพี่ชายช่วงที่ไม่มีเงิน ส่วนหญิงผิวดำอีกหนึ่งรายนั้นยังไม่ทราบว่ามีความเกี่ยวข้องโยงกับผู้ต้องหาอย่างไร นอกจากนี้ วันนี้มีผู้เสียหายที่เป็นชาวเวียดนามซึ่งถูกหลอกไปทั้งหมด 8 ล้านบาทเข้ามาสังเกตการณ์ด้วย โดยผู้เสียหายให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าบริษัทนี้มีความน่าเชื่อถือ จึงตกเป็นเหยื่อ
ร.ต.อ.วิษณุ เปิดเผยว่า ช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดเมื่อปี 2563 ทำให้มีขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลอกลวงผู้เสียหายทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติในหลายประเทศกว่า 30 คน ให้มาซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง ขบวนการนี้จะตั้งบริษัทขึ้นมาบังหน้า อ้างว่าทำธุรกิจส่งของ จะใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรมทางการเงิน และเป็นบัญชีม้าถึง 3 ชั้น ยังพบว่ามีการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเป็นคริปโทอีกด้วย เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายทั้งหมดกว่า 2,000 ล้านบาท กรณีนี้เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินคริปโทไว้ได้ โดยรายละเอียดจะเป็นอย่างไรขอแถลงให้วันพรุ่งนี้
ร.ต.อ.วิษณุ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนไว้ที่กระทรวงยุติธรรม จากนั้นกระทรวงยุติธรรมได้ส่งเรื่องดังกล่าวมาที่ดีเอสไอ โดยมอบให้กองเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นผู้สืบสวนรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้เวลาในการสืบสวนนานกว่า 2 ปี ก่อนจะนำมาสู่การตรวจค้นในวันนี้ ทั้งนี้ ปฏิบัติการในวันนี้มีการเข้าค้นทั้งหมด 5 พื้นที่ 11 จุดเป้าหมายทั่วประเทศ (กรุงเทพ นครปฐม กระบี่ จันทบุรี กาญจนบุรี) สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 ราย เป็นชาวต่างชาติ 3 ราย ประกอบด้วย ไนจีเรีย 2 ราย ส่วนอีก 1 ราย เป็นชาวแคมเมอรูน ทราบว่ามีอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ใน จ.กะบี่ และคนไทยที่ร่วมขบวนการอีก 4 คน จากหมายจับทั้งหมด 24 หมายจับ
จากการสอบสวนผู้ต้องหาอ้างว่า เปิดธุรกิจเกี่ยวกับส่งออกเสื้อผ้า แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่ารายได้ และเงินหมุนเวียนของผู้ต้องหาไม่สอดรับกับรายได้ และยังพบเงินส่วนอื่นที่ปะปนกันอยู่ จะต้องทำการตรวจสอบเส้นเงินว่ามาจากไหน โดยหลังจากตรวจสอบของกลางที่ยึดมาได้ทั้งหมดแล้ว ในคดีแพ่งจะนำทรัพย์สินส่งให้กับทาง ปปง. เพื่อเฉลี่ยทรัพย์สินคืนให้กับผู้เสียหาย
ต่อมาทีมข่าวได้คุยกับเจ้าของพื้นที่ที่ปล่อยเช่าโกดัง เปิดเผยว่า ชายชาวไนจีเรียได้มาขอเช่าโกดังตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วตรงกับช่วงสถานการณ์ โควิด-19 โดยเช่าเดือนละประมาณ 50,000 บาท เป็นสัญญาเช่าแบบปีต่อปี ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ตนมาทราบเรื่องตอนที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอติดต่อเข้ามาว่าจะเข้ามาค้นภายในโกดัง ตอนที่เขามาขอเช่าพื้นที่ แจ้งว่าจะเปิดธุรกิจขนส่งสินค้า ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหามาก่อน ก็เห็นบริษัทนี้มีความเคลื่อนไหว และมีชื่อบริษัท มีป้ายบริษัท มีการขนส่งสินค้าจริง ไม่พบความผิดปกติใดๆ การขนส่งของเขาเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้มีรอบที่ส่งออกบ่อยขนาดนั้น
เจ้าของโกดัง ระบุอีกว่า สิ่งที่กังวล คือสินค้าบางส่วนภายในโกดังจะจัดการอย่างไร ตนไม่แน่ใจว่าสินค้าในโกดังนั้น ลูกค้ามีการจ่ายเงินมาแล้วหรือไม่ และถ้ามีการจ่ายเงินแล้วตนจะต้องจัดการอย่างไร