ห้องข่าวภาคเที่ยง - ได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ตั้งแต่เกษตรบนดอย จนถึงผู้ประกอบการ หลังกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศใหม่ คุมเข้มช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ใช้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น
เมื่อคืนนี้ ทีมข่าว 7HD ไปสำรวจผู้ประกอบการค้ากัญชาที่ถนนข้าวสาร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้ารถเข็นขนาดเล็ก หรือร้านค้าขนาดใหญ่ ที่แปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มาจากกัญชา ยังคงเปิดขายตามปกติ แต่เชื่อได้ว่าหลังจากนี้ไม่รู้ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
นายตองเจ ผู้ประสานงานเพจประชาชนกัญชา และเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย บอกว่า กฎกระทรวงฯ ที่ออกมานี้ ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ไปจนถึงเกษตรกรรายย่อยที่ปลูกกัญชาบนดอยเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ค่าตกแต่งร้าน, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าวัตถุดิบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แค่ค่าเช่าที่บางแห่งในถนนข้าวสารก็เดือนละแสน
แม้แต่เจ้าหน้าที่เองก็ยังต้องศึกษาให้แน่ชัดว่าจำหน่ายแบบใดผิดกฎหมาย แต่ถ้าให้สรุปนาทีนี้ คำสั่งดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะต้องรอประกาศใช้ลงในราชกิจจานุเบกษาก่อน จากนั้นผู้บังคับใช้หลักจะเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธาณสุข แล้วมีตำรวจคอยช่วยเปรียบเทียบปรับ ยกเว้นเป็นการจับกุมความผิดซึ่งหน้า หรือการอายัดสินค้าตามสนามบิน ขณะเดียวกันต้องรอว่าในอนาคต กัญชาจะกลับไปบรรจุในบัญชียาเสพติดอีกครั้งหรือไม่ เมื่อถึงตอนนั้น ตำรวจจึงจะมีบทบาทหน้าที่เต็มตัวอีกครั้ง
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ความวุ่นวาย สับสน จะเกิดขึ้นในระยะ 3 เดือนแรกของการเปลี่ยนแปลง ผู้ปลูก ผู้ค้า ร้านอาหาร คาเฟ สามารถทำต่อได้ เพียงแต่ขออนุญาตให้ถูกตามข้อกฎหมาย ย้ำว่า ถ้าขอถูกต้องก็ทำได้ตามกระบวนการสาธารณสุข
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ใจความสำคัญของประกาศฉบับดังกล่าว คือ การควบคุมกัญชาให้ใช้อย่างเหมาะสมโดยเฉพาะทางการแพทย์ ทั้งการปลูกและการนำไปใช้ ต้องมีใบอนุญาตจากแพทย์ ซึ่งเป็นส่วนที่หายไปในฉบับก่อนหน้านี้
สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ ก็ยังสามารถใช้ได้เหมือนเดิมโดยไม่มีอุปสรรค ต่อให้เปลี่ยนกัญชากลับเป็นยาเสพติดแล้วก็ตาม แต่หากแพทย์สั่ง ก็ใช้ได้ ไม่ใช่เอาไปสูบเสรี ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น
หากผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับกัญชามีเจตนาที่ดี ก็ต้องทำตามกฎระเบียบ เพราะที่ผ่านมาตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนหลายคน ให้นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด