เช้านี้ที่หมอชิต - ยังคงติดตามประเด็นความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยล่าสุด ศบ.ทก. ตั้งข้อสังเกตว่าหนังสือการปรับมาตรการ "เปิด-ปิด" ด่านของกองกำลังบูรพา หลุดไปฝั่งกัมพูชาได้อย่างไร
ในที่ประชุม ศบ.ทก. ประมวลสถานการณ์ในภาพรวมพบว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามได้มีการวางแผนที่ลึกซึ้ง และแยบยล เริ่มจากการสร้างสถานการณ์ให้มีความตึงเครียด และขยายผลให้มีผลกระทบทางการเมือง สร้างความแตกแยกในสังคมไทย ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล
ดังนั้น ประเด็นความตึงเครียดไทย-กัมพูชา ถือเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่าหนังสือของกองกำลังบูรพา ซึ่งถูกเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ กรณีการประสานขอผ่อนผันรถขนส่งสินค้าตามจุดผ่านแดนนั้น ยืนยันว่าเป็นหนังสือประสานงานเฉพาะภายใน ไม่ทราบว่าหลุดไปยังกัมพูชาได้อย่างไร
ส่วนท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ล่าสุดเมื่อวานเคลื่อนไหวแรงพอสมควร โดยเป็นการตอบโต้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ระบุว่า หากเขาเป็นคนกุมอำนาจประเทศไทยทั้งหมด เขาจะสั่งระดมกำลังทหารบุกกัมพูชา และยึดจังหวัดต่าง ๆ เช่น พระตะบอง, เสียมราฐ, บันเตียเมียนเจย, พระวิหาร และเกาะกูด และอาจบุกยึดเมืองหลวง กรุงพนมเปญ
โดย สมเด็จฯ ฮุน เซน บอกว่า ประเทศไทยยังมีความทะเยอทะยาน และความโลภต่อดินแดนกัมพูชา เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ที่ก้าวร้าวเช่นนี้ พวกเราจำเป็นต้องเสริมสร้างกองกำลังทุกประเภท เสริมความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศของประชาชน และเร่งการเจรจาปักปันเขตแดนกับประเทศไทย เพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้ระยะยาว จนกว่าการปักปันเขตแดนจะชัดเจน
ส่วนความเคลื่อนไหวของ "บิ๊กกุ้ง" พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางไปที่โรงเรียนบ้านดุงวิทยา เพื่อเป็นประธานเปิดป้ายสภานักเรียนโรงเรียนบ้านดุงวิทยา และมอบเกียรติบัตรสภานักเรียนฯ ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าดีเด่น
บรรยากาศคึกคักอย่างที่เห็น มีการต้อนรับจากเหล่านักเรียน และชาวอำเภอบ้านดุง รวมถึงเพื่อนร่วมรุ่น "ชงโค" รุ่นที่ 10 ที่มาต้อนรับกันอย่างอบอุ่น และมีการขอถ่ายรูปเซลฟี่เป็นที่ระลึก
พลโท บุญสิน ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ กรณีคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย เตรียมนำเงินบริจาค 20 ล้านบาท มามอบให้กองทัพภาคที่ 2 ว่า ต้องการความโปร่งใส แต่อยากได้เป็นสิ่งของเพื่อมอบเป็นกำลังใจกับทหารตามแนวชายแดน และยืนยันไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมือง
หลังจากนี้ต้องจับตามองว่ามาตรการของไทยในการรับมือกับกัมพูชาจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะหลังการเปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีในวันที่ 3 กรกฎาคม ที่หลายฝ่ายจับตามองว่าจะมีการใช้กลไกของรัฐสภาเข้าไประดมความคิดในการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมหรือไม่
ซึ่งเมื่อวาน (30 มิ.ย.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ถึงประเด็นความตึงเครียดไทย-กัมพูชา ว่า เรื่องที่มีความอ่อนไหว โดยเฉพาะเรื่องนี้ อาจต้องใช้กลไกอื่นของสภาฯ ในการพิจารณา เช่น การประชุมลับ ดังนั้น ต้องจับตามองว่ารัฐบาลจะมีการเสนอให้สภาฯ ประชุมลับเพื่อระดมความคิดเห็นแก้ไขปัญหานี้หรือไม่