การสู้รบวันที่สอง ครึ่งวันเช้า ข้าศึกเพิ่มกำลังเข้าปราสาทตาควาย

การสู้รบวันที่สอง ครึ่งวันเช้า ข้าศึกเพิ่มกำลังเข้าปราสาทตาควาย

View icon 1.6K
วันที่ 25 ก.ค. 2568 | 15.52 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การสู้รบวันที่สอง ครึ่งวันเช้า จุดปะทะยิงตอบโต้ไปมา จุดปราสาทตาควาย ข้าศึกเพิ่มเติมกำลังขึ้นมาจำนวนมาก

วันนี้ (25 ก.ค.68) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานกาณณ์สู้รบวันที่ 2 ในช่วงครึ่งวันเช้า ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังทหารรราบเข้าประชิดกำลังทหารไทย เพื่อป้องกันฝ่ายเราใช้อาวุธยิงสนับสนุน และใช้รถถังรวมถึงอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกลโจมตีขอบหน้า

สำหรับพื้นที่การรบ ที่มีความพยายามโจมตี ได้แก่
พื้นที่ ซำแต ช่องตาเฒ่า และประสาทตาเมือน พื้นที่ช่องบก เป็นการตอบโต้ระหว่างปืนใหญ่กับ BM 21
พื้นที่ช่องอานม้า ปรับกำลังเข้าควบคุมตามเส้นแดน
พื้นที่ชำแต ฝ่ายตรงข้ามรวมกำลังทหารราบรถถัง ตีโต้ตอบเพื่อยึดพื้นที่คืน
พื้นที่ช่องตาเฒ่า พื้นที่พระวิหาร ตรึงข้าศึกบริเวณวัดแก้ว
พื้นที่ภูมะเขือ ฝ่ายเราเข้าตีฝ่ายตรงข้ามยิงโต้ตอบ
พื้นที่ช่องจอม (อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์) ทั้งสองฝ่ายใช้อาวุธยิงสนับสนุน โจมตีกันไปมา
พื้นที่ปราสาทตาควาย (อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์) ข้าศึกเพิ่มเติมกำลังขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ฝ่ายเราต้องปรับแผน
พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม (อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์) ฝ่ายเราวางกำลัง ฝ่ายตรงข้ามพยายามเข้าตี

ในส่วนของการอพยพประชาชน จำนวน 131 จุด ล่าสุดอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ว 63,446 คน พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ต.ตาเมียง, ต.บักได และ ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ มีกระสุนปืนใหญ่ตกในพื้นที่, ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กระสุนปืนใหญ่ตก บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 4 หลัง, ต.รุง ต.เมือง และ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษณ์  จ.ศรีสะเกษ กระสุนปืนใหญ่ตกในพื้นที่ ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการสูญเสียต่อชีวิตของประชาชน

จากสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้น กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยืนยันถึงเจตนาในการปกป้องอธิปไตย ที่เกิดจากการรุกรานของฝ่ายกัมพูชาภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ มิใช่การละเมิดหรือรุกรานจากฝ่ายไทยตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง และพยายามนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างความชอบธรรมในสายตาของนานาชาติ ดังนั้น จึงขอเรียกร้องไปยังประเทศกัมพูชา ให้ยุติการกระทำในลักษณะที่ต้องการครอบครองพื้นที่ที่อาณาเขตประเทศไทย โดยนำเรื่องพื้นที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาตัดสินโดยศาลโลก และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ในฐานะมิตรประเทศต่อไป