อัยการปราบทุจริตภ. 7 นำตัว อดีต ผอ.สำนักพุทธ ฝากขัง-ค้านประกัน คดีทุจริตเงินทอนวัด หลังมีพฤติการณ์หลบหนี ติดตามตัวยาก
ความคืบหน้าการรับตัว “นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์” อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีเงินทอนวัดกว่า 65 แห่ง ล่าสุดวันนี้ (29 ก.ย.68) นายศักดิ์เกษม นิไทรโยค ผู้ตรวจการอัยการ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เช้าววันนี้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 ได้นำตัว นายนพรัตน์ ไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ที่ จ.72/2566 ลงวันที่ 28 พ.ย.66 (คดีวัดพนัญเชิงวรวิหาร) เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท 162/2568 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7
ในส่วนของการกระทำความผิดตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ที่ จ.24/2566 ลงวันที่ 13 มิ.ย.66 (วัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 65 วัด) เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับคดีหมายเลขดำที่ อท 110 /2566 คดีหมายเลขแดงที่ อท 76/2567 และคดีหมายเลขดำที่ อท 133/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อท 125/2567 ของศาลนี้ และศาลได้มีคำพิพากษาในทั้งสองคดีดังกล่าวแล้ว จึงมีรายละเอียดและเอกสารพยานหลักฐานเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและเรียบเรียงฟ้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อเท็จจริง โดยจะต้องตรวจสอบว่าความผิดฐานใดที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาขาดอายุความบ้างหรือไม่เป็นรายกรรมไป หากมีความผิดฐานใดที่ขาดอายุความหรือมีข้อเท็จจริงใดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะต้องเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาอีกครั้งก่อนยื่นฟ้องคดี ในวันนี้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 จึงยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ถูกกล่าวหา (ครั้งที่ 1) มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.68 ถึงวันที่ 10 ต.ค.68
ทั้งนี้ เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงและจำนวนเงินที่ผู้ถูกกล่าวหากับพวกร่วมกันเบียดบังเงินของรัฐไปเป็นของตนเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับภายหลังก่อเหตุผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หลบหนีไปยังสหรัฐอเมริกา ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐติดตามตัวผู้ถูกกล่าวมาดำเนินคดีได้โดยยาก และเป็นบุคคลที่ได้มีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยเพื่อนำมาดำเนินคดี หากปล่อยตัวไปเกรงว่าผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนีอีก พนักงานอัยการจึงได้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวไว้แล้วทั้งสองคดี