ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เป็นผู้แทนพระองค์ นำคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ เยี่ยมชมโบราณสถาน และงานหัตถกรรม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุโขทัย

View icon 193
วันที่ 21 ต.ค. 2568 | 20.07 น.
ข่าวในพระราชสำนัก
แชร์
เวลา 09.05 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เป็นผู้แทนพระองค์ นำคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคู่สมรส ไปเยี่ยมชมโบราณสถานที่สำคัญ ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ในอดีตเมืองศรีสัชนาลัย มีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตเครื่องสังคโลกในสมัยกรุงสุโขทัยต่อเนื่องถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในเมืองศรีสัชนาลัย พบโบราณสถานประมาณ 283 แห่ง สำรวจค้นพบแล้ว 204 แห่ง โดยเป็นโบราณสถานที่ยังคงรักษาภูมิทัศน์ของเมืองประวัติศาสตร์ไว้ได้ครบถ้วน อาทิ วัดช้างล้อม เป็นผลงานศิลปกรรมจากอิทธิพลของอาณาจักรโบราณ เนื่องจากการสร้างเจดีย์ทรงลังกาที่ถูกล้อมรอบด้วยช้างปูนปั้น 39 เชือก ซึ่งเป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากลังกาและอินเดีย ผ่านนครวัด พร้อมทั้งนำเทคนิคการก่อเตาทุเรียงของเมืองศรีสัชนาลัยมาใช้ก่อตัวช้าง ช้างที่อยู่หัวมุมฐานทั้ง 4 มุมจะใหญ่กว่าตัวโดยรอบ ส่วนชั้นที่ 2 ประกอบด้วย ซุ้มพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย มีประติมากรรมรูปต้นโพธิ์อยู่เบื้องหลัง 17 องค์ปัจจุบัน ช้างปูนปั้นได้ผุพัง เหลือที่เห็นเป็นรูปหัวช้างอยู่ไม่กี่เชือก แต่ยังคงแสดงให้เห็นถึงความงดงามของประติมากรรมสมัยสุโขทัยอย่างเต็มที่

วัดเจดีย์เจ็ดแถว ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางเมืองบนแนวแกนเดียวกับวัดช้างล้อม เดิมชื่อ วัดกัลยานิมิต มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ องค์เจดีย์มากกว่า 33 องค์ จัดเรียงตามคติจักรวาล มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแตกต่างกันหลายแบบ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะมีลักษณะการใช้งานเป็นสุสานหลวง หรือที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์สุโขทัย

วัดนางพญา เป็นโบราณสถานที่โดดเด่น งดงามด้านลวดลายปูนปั้นของสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ปรากฏอยู่บนซากผนังวิหารด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นวิหารขนาดเจ็ดห้อง ภายในวิหารตามเสาทุกด้านมีเทพนม และลวดลายต่าง ๆ ทำด้วยสังคโลกไม่เคลือบ เจดีย์ประธานของวัดเป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ วิหารก่อด้วยศิลาแลงมีมุขหน้าและมุขหลัง ผนังวิหารเจาะช่องแสง ผนังด้านใต้มีลวดลายปูนปั้น ลักษณะเด่น คือ ลวดลายปูนปั้นทำเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งวานรกำลังวิ่ง แต่ถูกทำลายไปบางส่วน นอกจากนี้ ยังได้รับอิทธิพลจากศิลปะล้านนาและจีนด้วย ปัจจุบัน ช่างทองได้นำลวดลายเหล่านี้มาปรับประยุกต์ในรูปแบบของเครื่องเงินและเครื่องทอง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับงานหัตถกรรมพื้นถิ่น

ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้บูรณะโบราณสถานเมืองศรีสัชนาลัย ตั้งแต่ปี 2497 และได้นำเสนอโครงการอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ส่งผลให้มีการบูรณะโบราณสถานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ลำดับที่ 574 จากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2534 ร่วมกับ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ภายใต้ชื่อ "เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร" เนื่องจากหลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงผลงานทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เป็นตัวแทนของศิลปกรรมไทยยุคแรกและเป็นต้นกำเนิดของการสร้างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมไทยในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม การปกครอง และพระพุทธศาสนา อันเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ไทยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสุโขทัย ถือเป็นต้นกำเนิดของภาษาและอักษรไทย รวมถึงเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา

ก่อนเดินทางกลับ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน และคณะฯ ได้เยี่ยมชม งานหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ของดีประจำจังหวัดสุโขทัย ได้แก่ การสาธิตทำทองสุโขทัย, ผ้าทอตีนจก บ้านหาดเสี้ยว, เครื่องสังคโลก, ขนมผิง ทองม้วน ส้มลิ้ม และผลิตผลทางการเกษตรของโครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย และโครงการไร่เทียนสว่าง ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต้นแบบจังหวัดสุโขทัย

ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญต่อภารกิจในโอกาสที่คณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ฯ ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีชื่อเสียงระดับโลก เดินทางมาประเทศไทย เพื่อพิจารณารายชื่อผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 ซึ่งนอกจากการประชุมแล้ว คณะกรรมการ ฯ ยังได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมไทย สะท้อนให้เห็นพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามราชกุมารี ที่ทรงส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงกัน ทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจและมิตรภาพอันดีระหว่างนานาประเทศอย่างยั่งยืน

ข่าวอื่นในหมวด