พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เชิญพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระบรมมหาราชวัง

View icon 246
วันที่ 26 ต.ค. 2568 | 20.12 น.
ข่าวในพระราชสำนัก
แชร์
เวลา 15.44 น. วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ไปยังอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี รอรับเสด็จ ณ ชั้น 29

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำขบวนเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี คณะแพทย์และพยาบาลที่ถวายการรักษาเชิญพระบรมศพลงจากอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ แล้วเชิญพระบรมศพขึ้นรถยนต์หลวง ออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระบรมมหาราชวัง เมื่อเวลา 16.26 น. โดยมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินตามรถยนต์หลวงเชิญพระบรมศพออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยที่หน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ รวมถึงบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลมีพสกนิกร ต่างสวมใส่ชุดสีดำ มารอเฝ้าส่งเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความรักและอาลัย เป็นจำนวนมาก

ขบวนเชิญพระบรมศพ ออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เคลื่อนไปตามถนนอังรีดูนังต์ แล้วเลี้ยวขวาออกถนนพระรามที่ 4 มุ่งหน้าแยกสามย่านเลี้ยวขวาเข้าถนนพญาไท ที่แยกถนนพญาไทเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนศรีอยุธยา ผ่านบริเวณกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชดำเนิน ถนนหน้าพระลาน เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี รวมระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางที่ขบวนรถยนต์เชิญพระบรมศพเคลื่อนผ่าน มีพสกนิกร รอเฝ้าส่งเสด็จ เป็นจำนวนมาก หลายคนร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า โดยขบวนรถยนต์เคลื่อนผ่านไปอย่างช้า ๆ เพื่อให้พสกนิกรมีโอกาส เฝ้าส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพ้นปีหลวง มีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ หรือหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร ทรงพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ ที่ 12 สิงหาคม 2475 โดยได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า "สิริกิติ์" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้เป็นศรีแห่ง กิติยากร"

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี แล้วย้ายไปเรียนต่อในชั้นประถม และมัธยมต้นที่โรงเรียนเซนต์พรังซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ จนกระทั่งรัฐบาลแต่งตั้งให้ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ ในปี 2489 หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงติดตามครอบครัวไปประเทศอังกฤษ และเรียนต่อวิชาเปียโน ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส กับครูพิเศษ

ในปี 2490 หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำฝรั่งเศส และเดนมาร์ก ต่อมาในปี 2491 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนสถานทูตไทย ณ กรุงปารีส จึงได้ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงทรงขอต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำ ที่เมืองโลซานน์ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการสอนวิชาพิเศษต่าง ๆ แก่กุลสตรี

เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จนิวัตประเทศไทยเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในปี 2493 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ตามเสด็จกลับมาเพื่อการนี้ด้วย จากนั้น มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธาน และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เป็น "สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์"

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเฉลิมพระอิสริยยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี" เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา 4 พระองค์ คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ สมเด็จพระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งหลายประการ อาทิ ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย เมื่อปี 2499 เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จออกทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี ในปี 2499 ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ เมื่อทรงลาผนวชแล้ว จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี เป็น "สมเด็จพระบรมราชินีนาถ"

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะ "สมเด็จพระบรมราชินีนาถ" ของไทย คู่พระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงแบ่งเบาพระราชกิจในการช่วยเหลือราษฎรได้เป็นอย่างมาก อาทิ ทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่ยังประโยชน์มหาศาลแก่ปวงชนชาวไทยสืบมาจนทุกวันนี้

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง