แม่ทัพกุ้ง เสวนา เกียรติภูมิของทหารไทย ให้ความรู้ นักศึกษาวิชาทหาร เผย ภูมิใจได้แผ่นดินคืน ยัน ปราสาทตาควาย เป็นของไทย และทหารไทยยังคงพร้อมรบ

แม่ทัพกุ้ง เสวนา เกียรติภูมิของทหารไทย ให้ความรู้ นักศึกษาวิชาทหาร เผย ภูมิใจได้แผ่นดินคืน ยัน ปราสาทตาควาย เป็นของไทย และทหารไทยยังคงพร้อมรบ

View icon 102
วันที่ 6 พ.ย. 2568 | 13.21 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“แม่ทัพกุ้ง” เสวนา “เกียรติภูมิของทหารไทย” ให้ความรู้ นักศึกษาวิชาทหาร เผย ภูมิใจได้แผ่นดินคืน ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย และทหารไทยยังคงพร้อมรบ ชี้ หากรั้วชายแดนทำสำเร็จ จะช่วยป้องกันประเทศได้ และจะประหยัดกำลังทหารที่เฝ้าตามแนวชายแดน

6 พฤศจิกายน 2568 พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมเสวนากับ ริว ภาสกร นิยติวัฒน์ชาญชัย อดีตดารานักแสดง ที่ใช้วุฒิปริญญาตรี สมัครมาเป็นทหาร หลังประจำการได้ 6 เดือน ก็ถูกส่งไปรบอยู่ที่ภูมะเขือ และ จีโน่ ชญานิน เต่าวิเศษ นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4 เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษาวิชาทหาร เนื่องในวันที่ระลึกทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 ในหัวข้อเรื่อง “เกียรติภูมิของทหารไทย”

โดยพลโทบุญสิน เผยบางช่วงบางตอนของการเสวนา ระบุว่า ตนเองไม่เคยคิดว่าจะได้มาบัญชาการรบครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย อาจจะเป็นความโชคดีของเขมรที่เจอตนเองในช่วงนั้น เกียรติศักดิ์ของคนไทย เกียรติศักดิ์ทหารไทย อยู่ที่ตัวแม่ทัพ

ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ปะทะ ตนเองแบกหน้าพี่น้องคนไทย 70 ล้านคน ไปสู่แนวรบ ไม่ใช่แม่ทัพคนเดียว ศักดิ์ศรีบรรพบุรุษเราด้วย ศักดิ์ศรีสถาบันเรา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชนทั้งหมด อยู่ที่ชายแดนในห้วงเวลานั้น นี่คือความภาคภูมิใจ เมื่อมีการยิง จึงเป็นความชอบธรรมที่เราต้องป้องกันตนเอง และนำมาซึ่ง 4 คืน 5 วัน ที่มีการปะทะ ตนเองขอชื่นชมทหาร หน่วยปฏิบัติการแนวชายแดนทุกหน่วย ขอสดุดีวีรกรรมของทหาร 16 นาย ที่สละชีพ  หน้าที่ของกองทัพต่อจากนี้ คือ ต้องดูแลครอบครัวลูกเมียพ่อแม่ของทั้ง 16 นายให้ดี

ขณะนั้น ด้วยความเป็นผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ ต้องศึกษาพฤติกรรมฝ่ายตรงข้าม ไม่ประมาท ต้องรู้ทันฝ่ายตรงข้ามเสมอ กัมพูชาก็ทำเพื่อประโยชน์ของเขาเช่นกัน แต่การทำเพื่อประโยชน์ของเขานั้น มันอาจจะไม่มีคุณธรรมจริยธรรมอยู่ในพฤติกรรมนั้นเลย จึงกลายเป็นพฤติกรรมลักษณะยั่วยุ และยามศักดิ์ศรีของทหารอีกประเทศหนึ่ง ไทยได้ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ตนเองรู้ว่ากัมพูชา เข้ามายึดพื้นที่ของไทยนานแล้ว แต่ไม่มีเหตุผลที่เราจะไล่เขา ไล่ด้วยวิธีไหนเขาก็ไม่ออก จึงต้องเริ่มดำเนินการตามขั้นตอน อีกทั้ง ไทยเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า และประชาคมโลกก็จับตาดูอยู่ว่า ไทยเรารังแกเขาหรือไม่

นอกจากนั้น มีช่วงหนึ่งที่พลโทบุญสิน ถูกกระแสสังคมต่อว่า หลังจากที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดหลายนาย แต่กองทัพภาคที่ 2 ยังไม่ดำเนินการปะทะกับกัมพูชานั้น พลโทบุญสิน ยอมรับว่า ช่วงนั้นที่ประชาชนต่อว่า ยอมรับว่ารู้สึกเจ็บ แต่ก็อดทน แล้วก็ยอมถูกด่า เพราะยังไม่ถึงเวลาไม่สมเหตุสมผล แต่เมื่อกัมพูชาเปิดฉากยิงเราก่อน ทุกอย่างจึงต้องตอบโต้ตามสมควรแก่เหตุ

หลังจากนี้ ขอให้ทหารรุ่นต่อไป ทำหน้าที่เพื่อทวงคืนแผ่นดิน สำหรับปราสาทตาควาย คือของไทย เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นของไทย ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะทำอย่างไรก็มีหลายวิธี ต้องให้ให้เกียรติท่านที่บัญชาการต่อ สำหรับในอนาคตไม่ว่าอันใกล้หรืออันไกล ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา อาจจะต้องถูกรื้อขึ้นมา เรื่องนี้ พลโทบุญสิน ระบุว่า ขึ้นอยู่กับผู้นำ และลีลาทางการทูต รวมไปถึงขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง

ส่วนรั้วชายแดน กำแพงกั้นระหว่างไทย-กัมพูชา เรื่องนี้พลโทบุญสิน มองว่า ช่วยป้องกันประเทศไทย ถ้าหากสร้างเสร็จจะทำให้ประหยัดกำลังทหารที่จะไปยืนเฝ้าตามแนวชายแดน แต่ระยะทางเกือบ 1,000 กม. ความเป็นไปได้ คือ การทยอยทำในส่วนที่คุยกันแล้วเข้าใจกันแล้วก่อน

นอกจากนี้ พลโทบุญสิน ยังระบุอีกว่า รับราชการมา 40 ปี สิ่งที่ภูมิใจที่สุด คือ ได้แผ่นดินคืน รับราชการมาเพื่อรอวันนี้ หลายที่ไปทำงานอยู่กับพี่น้องประชาชนคนไทย พยายามสร้างความเข้าใจกับพวกว่าประเทศไทย ไม่ใช่แค่ปัตตานี ประเทศไทยยังมีทั้งเชียงราย เชียงใหม่ ด้วย เมื่อได้มาดำรงตำแหน่งแม่ทัพ ก็ได้มาทำหน้าที่เอาศักดิ์ศรีของทหาร และศักดิ์ศรีคนไทย คืนมา

ระหว่างการเสวนา มีนักศึกษาวิชาทหารได้สอบถามพลโทบุญสิน 2 คำถาม คำถามแรก กองทัพไทยพร้อมหรือไม่ หากมีการปะทะอีกครั้ง เรื่องนี้พลโทบุญสิน ระบุว่า ทหารไทยพร้อม เพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีก ทหารคิดอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นจุดไหนของประเทศไทย ผู้บังคับบัญชาวางแผนอนาคตตลอด ไม่ประมาทมั่นใจว่าพร้อม

ส่วนคำถามที่สอง จะมีโอกาสได้สู้รบกันอีกหรือไม่ พลโทบุญสิน เผยว่า ต้องไม่ประมาท พร้อมทั้งสู้และไม่สู้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ ไม่สู้ แล้วได้สันติสุข เราได้แผ่นดินคืน แผ่นดินไทยต้องไม่มีใครมารุกล้ำอธิปไตย และไม่มีการสู้รบ นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้ามีการยั่วยุ มีการใช้กำลังมา เพื่อที่จะแย่งแผ่นดินเรา หากเจรจาแล้ว ประท้วงแล้ว ไม่ปฏิบัติก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีอำนาจในห้วงเวลานั้น จะตัดสินใจ แต่การสู้รบ ก็เป็นอีกเรื่อง ที่จะต้องคิดว่า อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคนไทยทั้งประเทศ กองทัพทั้งหลาย จะต้องมีความพร้อม ไม่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดก็ตาม