อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ มองจากประสบการณ์ 25 ปี 11 เรือนจำ ตั้งข้อสังเกตคนำผู้ต้องขังจีนเทาออกมาบำเรอกาม โดยไม่ผ่านการตรวจค้น ใช้ฮาเร็มสวาทเป็นแผนเบิกทางแหกหัก ช่วยอาชญากรผู้มีอิทธิพลทางการเงินสูง ให้หลุดพ้นจากการจองจำในเรือนจำ
นายกฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และอดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งข้อสังเกตถึงการผู้ต้องขังจีนเทาออกมาบำเรอกามที่ฮาเร็มสวาท อาจเป็นการวางแผนแหกหัก จากประสบการณ์ที่เคยทำงานคลุกคลีกับผู้ต้องขังมานาน 25 ปี ใน 11 เรือนจำ ได้เห็นพฤติการณ์ผู้ต้องขังหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางดีและทางร้าย ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านการควบคุม สอนให้ท่องไว้เสมอว่า “ มันจะหนี” และห้ามมองโลกในแง่ดีเกินไป การทำงานในคุกจึงต้องใช้ทั้งวิชาการ ทั้งประสบการณ์ และทั้งจินตนาการ
จากเหตุการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพกรุงเทพมหานคร มีการนำผู้ต้องขังออกมาถึงบริเวณระหว่างประตู1-2 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณนั้นเพียง 2 คน ส่วนผู้หญิงที่มารับงานก็ไม่ผ่านการตรวจค้นร่างกาย เพราะเข้ามาทางช่องทางพิเศษ จึงง่ายมากที่จะนำอาวุธ ปืนช็อตไฟฟ้า หรือยาสลบติดตัวเข้ามาด้วย
หากมีการวางแผนนัดแนะกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ง่ายมากที่จะจับเจ้าหน้าที่ประตูตัวประกัน หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะไม่ให้เจ้าหน้าที่ประตูขัดขวางการหลบหนี เช่น หลอกให้เข้าไปรับเงินในห้องลับที่ใช้ทำภารกิจแล้วล็อกตัวไว้ โป๊ะยาสลบ แย่งกุญแจประตูไขออกมาโดยมีรถมารอรับถึงหน้าประตูเรือนจำ
จากนั้นก็ขับหลบหนีไปโดยมีทีมงานที่อยู่ในรถเตรียมเสื้อผ้า หน้ากากหมวก วิกผม ไว้พร้อมสรรพเพื่อให้พรางตัวระหว่างหลบหนี อาจจ้างคนอื่นปลอมตัวใส่ชุดนักโทษ แล้วปล่อยลงเพื่อสับขาหลอกชุดติดตาม ให้จับผิดตัว เบี่ยงเบนเส้นทางหลบหนีของตัวนักโทษจริง (โทษหลบหนีหรือช่วยหลบหนีนั้นเบาหวิว) มีการจัดเตรียมรถหลายคันเพื่อเปลี่ยนรถระหว่างทาง
อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุด้วยว่า สมมุติว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมเห็นความผิดปกติผ่านกล้องวงจรปิดก็ไม่กล้าที่จะด่วนโวยวายแจ้งเหตุร้าย เพราะรู้ดีว่างานนี้ตัวเองมีส่วนบกพร่องเต็ม ๆ งานเข้าแล้ว จึงงงเป็นไก่ตาแตกว่าจะทำอย่างไรดี ยิ่งเป็นวันหยุดราชการ เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติหน้าที่มีอยู่น้อยนิดไม่กี่คน และต้องรับผิดชอบเขตพื้นที่หน้างานของตนก่อน กว่าจะสามารถตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ผู้ต้องขังก็หลบหนีไปไกลลิบ
“หากใช้จินตนาการในการวิเคราะห์กรณีนี้ ย่อมคิดได้เสมอว่า นี่คือการเตรียมการหักหักหลบหนีของอาชญากรผู้มีอิทธิพลทางการเงินสูง และมีโทษร้ายแรง ให้หลุดพ้นจากการจองจำในเรือนจำ โดยใช้ฮาเรมสวาทเป็นด่านเบิกทางในการก่อเหตุร้ายดังกล่าว ยังโชคดีที่เจ้าพ่อเจตคุปต์ ยังคุ้มครองไม่ให้เกิดเรื่องเลวร้ายไปมากกว่านี้ คิดแล้วขนลุกเกรียว”