คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสืบ-ตามจับผู้ต้องหาลักลอบขนเกล็ดลิ่นเข้าไทย ปลายทาง สปป.ลาว

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสืบ-ตามจับผู้ต้องหาลักลอบขนเกล็ดลิ่นเข้าไทย ปลายทาง สปป.ลาว

View icon 4.4K
วันที่ 28 พ.ย. 2568 | 18.45 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสืบ-ตามจับผู้ต้องหาลักลอบขนเกล็ดลิ่นเข้าไทยกว่า 500 กิโลกรัม ปลายทาง สปป.ลาว ผลักดัน เจ้าหน้าที่สืบสวนอัยการ ล่าตัวผู้ต้องหาคดีนอกราชฯ

วันนี้ (28 พ.ย.68) ที่สำนักงานอัยการสอบสวน ถนนบรมราชชนนี นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน แถลงการจับกุม นายอภิศักดิ์ หรือสมควร ผู้ต้องหาคดีลักลอบขนเกล็ดลิ่น (ตัวนิ่ม) เข้ามาในราชอาณาจักรไทยว่า คดีนี้เริ่มวันที่ 3 ธ.ค.2559 ช่วงเวลากลางคืน เจ้าหน้าที่ตํารวจ กองบังคับการปราบปรามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) ได้รับข้อมูลว่าจะมีการขนเกล็ดลิ่นกว่า 500 กิโลกรัม ต้นทางจากตุรกีเข้ามาประเทศไทยเพื่อส่งต่อไปยังประเทศลาว มาทางเครื่องบิน จึง ปทส. จึงเดินทางไปตรวจสอบและสอบสวน แต่คดีนี้เป็นคดีความผิดนอกราชอาณาจักร ถือเป็นอํานาจของอัยการสูงสุด ซึ่งเดิมอัยการสูงสุดมอบให้อัยการร่วมสอบสวนกับตํารวจ ปทส. แต่พบว่ามีการสอบสวนล่าช้า หัวหน้าด่านของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมศุลกากร จึงมาร้องกับอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนในขณะนั้นว่า คดีมีการใช้เวลาสอบสวนเกือบ 2 ปี ซึ่งล่าช้า และหนังสือเรียนถึงอัยการสูงสุดว่ามีการสอบสวนล่าช้า อัยการสูงสุดจึงมีคําสั่งให้เรียกสํานวนการสอบสวนดังกล่าวกลับคืนมาและมอบหมายให้อัยการสํานักงานการสอบสวนเป็นผู้สอบสวนแต่เพียงฝ่ายเดียว

เมื่ออัยการสํานักงานการสอบสวนได้พิจารณาพบว่าคดีนี้เเบ่งเป็น 3 สํานวน โดยสํานวนเเรกเป็นสํานวนที่เกี่ยวกับข้าราชการกระทําความผิดก็ได้ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่วนสํานวนที่ 2 เป็นบริษัทชิปปิงเอกชน อัยการสูงสุดสั่งคดี ตอนนี้คดีอยู่ในชั้นศาลของสํานักงานอัยการคดีเศรษฐกิจทรัพยากร และสํานวนที่ 3 ผู้ต้องหาคือนายอภิศักดิ์ ซึ่งว่าจ้างให้บริษัทชิปปิงดำเนินการพิธีทางศุลกากรเพื่อนำผ่านสินค้า โดยแจ้งรายละเอียดว่าเป็นเกล็ดตัวนิ่มไปประเทศลาวตกลงรับจ้างในราคา 1 หมื่นบาท สํานวนนี้อัยการสํานักงานการสอบสวนเป็นคณะทํางานรับผิดชอบสอบสวนเอง โดยไม่มีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง และเสนอสำนวนต่ออัยการสูงสุด

โดยอัยการการสูงสุดเห็นว่าผู้ต้องหารายที่จับกุมตัวเป็นผู้กระทําความผิด จึงมีคําสั่งฟ้องในความผิดฐานร่วมกันนำของเข้าเพื่อการผ่านแดน หรือถ่ายลำโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น และร่วมกันพยายามนำผ่านซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนด หรือซากสัตว์ป่าควบคุม โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโดยไม่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ประจำด่านตรวจสัตว์ป่าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ฯ เเละ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ, กฎกระทรวงการขอใบอนุญาตหรือใบรับรอง และการออกใบอนุญาต หรือใบรับรองให้นำเข้า ให้ส่งออก หรือให้น้ำผ่านซึ่งสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชากของสัตว์ป่าฯ ซึ่งเกล็ดลิ่นหรือตัวนิ่มนี้ ถือว่าอยู่ในสัญญาณไซเตสเพราะถือว่า เป็นสัตว์ป่า ที่ใกล้จะสูญพันธุ์แล้วอยู่ในบัญชีหมายเลข1 ของไซเตส

นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า วันนี้เป็นวันที่เรารู้สึกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสํานักงานการสอบสวน ครบวงจรที่สุดตั้งแต่ตั้งมา เดิมเราทําหน้าที่แค่สอบสวนคดีร่วมกับพนักงานสอบสวนตํารวจหรือดีเอสไอในเรื่องความผิดนอกราชอาณาจักร การตรวจค้นจับกุม การสืบสวนเป็นหน้าที่ของตํารวจหรือดีเอสไอที่เราไปร่วมสอบ คดีนี้เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่เราทําการสืบสวนเอง และจับกุมตัวผู้ต้องหาเอง เดิมหมายจับนี้อัยการขอเอง เเละส่งหมายจับให้ ผบ.ตร.เมื่อวันที่ 25 ส.ค.67 ให้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหานี้มาพร้อมกับส่งหมายจับของศาลอาญาและตําหนิรูปพรรณของผู้กระทําความผิดไป แต่ยังจับไม่ได้

อัยการสํานักงานการสอบสวนจึงได้ประชุมหารือกันว่าจะลองใช้อํานาจตามหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด ตามกฎหมาย นอกจากสอบสวนแล้วเราจะไปสืบสวนว่าตัวผู้ต้องหาอยู่ที่ไหน และจับกุมตัว ซึ่งวันนี้ถือเป็นความสําเร็จที่ทางอัยการสํานักงานการสอบสวนได้ปฏิบัติครบวงจรในเรื่องของการสืบสวนและสอบสวน ก็ได้ดําเนินการจนครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการสอบสวนด้านการสืบสวน การตรวจค้น และการจับกุม หวังว่าเรื่องนี้จะคดีนําร่องที่เรากําลังจะฝึกฝนทางอัยการหรือเจ้าพนักงานคดีของเราที่พอมีอยู่ให้มีประสิทธิภาพในการทําหน้าที่ดังกล่าวได้เหมือนกับคดีนี้

ความจริงเรามีความประสงค์ที่จะขอให้มีการเปิดตําแหน่ง เจ้าหน้าที่สืบสวนโดยตรง ที่จะทําหน้าที่แบบวันนี้ ถ้าเราได้เจ้าหน้าที่สืบสวนโดยตรง ในการทํางาน คิดว่าศักยภาพของอัยการสอบสวนในประเทศไทยจะเทียบเท่ากับอัยการสากล ดังเช่นประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เเละจีน ถ้าเราได้คนที่มีความสามารถในการจับกุมและสืบสวนจะสามารถทําคดีได้ประสบความสําเร็จ และติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้อีกมาก 

“สำหรับสเปกเบื้องต้นที่ต้องการเราเทียบเคียงจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2547 ก็คือการรับโอนจากตํารวจ ,ทหาร ,ปปง.,ป.ป.ส. เข้ามา ซึ่งรับมาแล้วสามารถทํางานได้เลย ไม่ต้องฝึกมาก และหลังจากนั้นก็รับสอบเข้ามา อันดับแรกที่เราอยากได้คือสามารถฝึกอาวุธได้ หรือว่ามีหน้าที่ในการสืบสวน และตรวจค้นได้ จริงๆทางคณะกรรมการอัยการได้มีมติอนุมัติให้เราถึง 53 คนด้วยกัน แต่อันนี้คือความหวังของผมในฐานะ อธิบดีอัยการที่รับผิดชอบก็ขอว่าถ้าไม่ได้ 53 คน ขอ 20 คน มาทําหน้าที่ดังกล่าว“ อธิบดีอัยการสอบสวน ระบุ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง