บิ๊กโจ๊ก ส่งทนายแจ้งความตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ

บิ๊กโจ๊ก ส่งทนายแจ้งความตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ

View icon 194
วันที่ 6 ม.ค. 2569 | 15.04 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
"บิ๊กโจ๊ก" ส่งทนายแจ้งความตำรวจ 2 ชุด ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ยืนยันไม่หวั่นคลิปที่ บช.ก. เปิดวันนี้ เพราะไม่ปรากฎภาพหรือเนื้อหาส่วนใดเกี่ยวข้อง "บิ๊กโจ๊ก"

วันนี้ (6 ม.ค.69) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.พหลโยธิน เพื่อให้ดำเนินคดีกับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน 2 ชุด ชุดแรกคือคณะตามคำสั่ง ตร. 580/2568 ซึ่งมี พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นหัวหน้า และ พ.ต.อ.เอกชัย วิเชียร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 9 รักษาราชการแทนผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ , ชุดที่ 2 คือ คณะตามคำสั่ง บช.ก. 343/2568 นำโดย พล.ต.ต. สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหัวหน้า และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นรองหัวหน้าคณะ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการไม่แจ้งข้อหากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ลูกน้องเก่าของ "บิ๊กโจ๊ก" ในคดีสินบนทองคำน้ำหนัก 246 บาท  ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับและมีหลักฐานกระทำความผิดชัดเจน แต่กลับมีความพยายามจะกันไว้เป็นพยาน

ทนายความ บอกว่า จากที่ได้ร่วมฟังการสอบสวน "บิ๊กโจ๊ก" เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 พบว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ แจ้งข้อหากับ "บิ๊กโจ๊ก" โดยอ้างอิงตามคำกล่าวอ้างของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ว่าได้ไปรับทองคำและนำไปมอบให้กับกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ก็คือรับในข้อเท็จจริงส่วนของตัวเอง และยังมีการกล่าวพาดพิงไปยังบุคคลอื่นอีก 6 คน ทั้งที่ยังไม่มีการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานข้อเท็จจริงใด ๆ ว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่ง "บิ๊กโจ๊ก" ก็เป็นหนึ่งในนั้น

สิ่งที่เป็นพิรุธและตนเองตั้งข้อสงสัยคือ ทั้งที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมรับแล้ว แต่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนทั้ง 2 ชุดก็ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ทั้งที่ตามขั้นตอนแล้ว แม้จะกันไว้เป็นพยาน ก็ต้องแจ้งข้อหาให้เป็นผู้ต้องหาก่อน อีกทั้งการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับอำนวยการขึ้นไป ในคดีที่มีอัตราโทษสูง ก็ควรจะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ดำเนินการ ไม่ใช่อำนาจของพนักงานสอบสวน

และหากกรณีที่ ป.ป.ช. ส่งคืนสำนวนกลับมาให้พนักงานสอบสวน ชุดที่ทำคดีนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน และแต่ละท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นคู่กรณีของ "บิ๊กโจ๊ก" ทั้งสิ้น หาก ป.ป.ช. ส่งคืนสำนวนมา ก็กลัวว่า "บิ๊กโจ๊ก" จะไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นตนเองก็จะไปยื่นคัดค้านกับ ป.ป.ช. เรื่องการส่งคืนสำนวนด้วย

ส่วนประเด็นที่กำลังเป็นกระแสอย่างคลิปหลักฐานที่ตำรวจสอบสวนกลางนำมาเปิดเผยวันนี้ ส่วนตัวไม่หนักใจ เพราะในคลิปก็ไม่ได้ปรากฎภาพของ "บิ๊กโจ๊ก" และเนื้อหาก็ไม่เห็นมีส่วนใดที่เกี่ยวกับ "บิ๊กโจ๊ก" และสิ่งที่ต้องพิจารณาคือคลิปดังกล่าวไม่ต่อเนื่อง ทำให้อาจมีการตัดต่อ หรือบิดเบือนข้อมูลได้ ไม่อาจการันตีได้ว่ามีการส่งมอบทองจริงหรือไม่ ซึ่ง "บิ๊กโจ๊ก" ยืนยันปฏิเสธทุกประเด็น แต่รายละเอียดต่าง ๆ จะขอไปให้การในชั้น ป.ป.ช.

นอกจากนี้ ตนยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า กรณีคนขับรถของกรรมการ ป.ป.ช. ที่ไปแจ้งความว่าถูกอุ้มเพื่อไปให้การ จะเข้าข่าย พ.ร.บ.อุ้มหายหรือไม่ เพราะหากเป็นการกระทำโดยมิชอบ แล้วคำให้การที่เกิดจากการถูกบังคับ ไม่ยินยอม จะนำมาใช้ปรักปรำ "บิ๊กโจ๊ก" ได้หรือไม่

ทั้งนี้ทนายความย้ำด้วยว่า กำลังพิจารณาเรื่องการแจ้งความกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แต่ขอไปดูรายละเอียดและรูปสำนวนให้ชัดเจนก่อน หากมีการพาดพิงถึงเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ก็ต้องแจ้งความตามขั้นตอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง