สนามข่าว 7 สี - เมื่อวาน "บิ๊กโจ๊ก" ส่งทนายไปยื่นขอความเป็นธรรมกับ ป.ป.ช. ส่วนตำรวจก็ตอบคำถามตามข้อสงสัย
นี่เป็นข้อสงสัยเพียงส่วนเดียว ที่ทนายความของ "บิ๊กโจ๊ก" ตั้งข้อสังเกต หลังไปยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับ ป.ป.ช. พร้อมคัดค้านการส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจทำคดี ซึ่งก็ยังมีข้อสงสัยอื่น ๆ อีก เช่น พยานบุคคลสำคัญอาจถูกจูงใจ ขู่เข็ญ หลอกลวงให้ใส่ความ, เรื่องการไม่ดำเนินคดีกับ "พันตำรวจเอก ภาคภูมิ" และเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีการแถลงข่าว หลังจากได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไปแล้ว
จากข้อสงสัยเรื่องคลิปที่มีการส่งมอบทอง เราส่ง คุณพิธพงษ์ ทีมข่าว 7HD ลงพื้นที่หาจุดที่มีการนัดหมายส่งทองหนัก 246 บาท บริเวณใกล้กับสมาคมชาวปักษ์ใต้ พบว่าคือลานจอดรถด้านข้างอาคาร ซึ่งสภาพปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากปี 2567 ค่อนข้างมาก ต้นไม้ที่เคยอยู่ถูกตัดออกไปจนหมด กลายเป็นแคมป์คนงานก่อสร้าง และเต็นท์จอดรถ
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของสมาคมฯ ที่ขอให้ปกปิดชื่อ และใบหน้า ให้ข้อมูลว่า ตอนที่เห็นคลิปที่ตำรวจนำมาแถลงยอมรับว่าตกใจ ส่วนตัวยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นของจริง เพราะใช้มุมภาพถึง 3 มุม ในการถ่าย จึงเป็นไปได้ว่าอาจเป็นการจัดฉาก เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง
เพื่อไขข้อข้องใจ เราได้สอบถามเรื่องนี้กับ "บิ๊กเต่า" หลังมาออกรายการ "มีเรื่องต้องคุย" ซึ่งยอมรับว่า คิดอยู่แล้วว่า "บิ๊กโจ๊ก" จะต้องมีข้อสงสัยหลังการแถลงข่าว และอธิบายให้ฟังว่า VTR ความยาว 17 นาที วัตถุประสงค์ที่ทำขึ้นมา ก็เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงของคดีให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ ว่าที่มาที่ไปเป็นมาอย่างไร ซึ่งคลิปจริงก็อยู่ในสำนวนการสอบสวนที่ได้ส่งให้ ป.ป.ช. ไปแล้ว
เรื่องที่ว่า ทนายของ "บิ๊กโจ๊ก" ไปแจ้งความไว้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเป็นคู่กรณี ก็มองว่าเรื่องนี้ไม่มีผลต่อการสอบสวน เพราะคดีอยู่ในมือ ป.ป.ช. ตอนนี้รออยู่ว่า ป.ป.ช. จะคืนสำนวนคดีให้หรือไม่ หากส่งคืนให้ก็จะมีแนวทางทำคดีมาด้วย และหากเห็นว่าต้องดำเนินคดีกับ "พันตำรวจเอก ภาคภูมิ" ก็ค่อยดำเนินการเพิ่ม
ส่วนประเด็นที่ว่า ตำรวจอาจมีการข่มขู่พยาน หรือชักจูงใจ บังคับให้อีกฝ่ายให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เป็นผลเสียต่อผู้ต้องหา ยืนยันว่า ไม่มีการดำเนินการใด ๆ แบบนั้น ทุกอย่างดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และยังแง้ม ๆ ให้ฟังว่า คำให้การของ "พันตำรวจเอก ภาคภูมิ" ตอนที่เอาทองไปมอบให้ มองเห็นคนที่อยู่ในรถแค่ 3 คน แต่พยานบางปากบอกมี 4 คน แบบนี้จะเรียกขู่บังคับ หรือเตี๊ยมกันได้อย่างไร
ส่วนที่ภาพสถานที่เกิดเหตุไม่เหมือนกับในคลิปวิดีโอหลักฐาน ก็ยอมรับว่าเพิ่งทราบข่าวจากเราเช่นกัน แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ต้องกังวล เพราะได้ให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานไปเก็บรวบรวมพยานหลักฐานไว้หมดแล้ว
ที่น่าตกใจกว่า ก็คือ เรื่องตำรวจที่ถูกทำร้ายร่างกาย เพราะจากข่าวที่เราทราบมาก่อนหน้านี้ คือ มีทั้งหมด 7 นาย ที่ไม่ยอมความ และได้ร้องทุกข์ไว้กับสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ แต่ที่เราไม่รู้ คือ จำนวนเดิมที่มีผู้ร้องทุกข์ 16-17 นาย
ด้าน "พันตำรวจเอก ภาคภูมิ" เมื่อวานก็ออกมาเคลื่อนไหว โดยได้นำหนังสือไปยื่นต่อ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เพื่อให้ไปยื่นกับ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พิจารณาคำร้อง
พร้อมยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เหตุที่แจ้งความดำเนินคดีกับ "บิ๊กโจ๊ก" เพราะรับไม่ได้กับพฤติการณ์ที่ผ่านมา และคิดว่าถ้าปล่อยไปจะทำให้ต้องเดือดร้อนเพิ่ม นอกจากนี้ ก็ไม่อยากให้ตำรวจรุ่นน้องต้องกลายเป็นแพะรับบาปแทน บิ๊กโจ๊ก
นอกจากนี้ ยังบอกว่าเรื่องกับ "บิ๊กโจ๊ก" มีแค่เรื่องเดียว คือ "คดีมินนี่" เทียบไม่ได้กับที่รุ่นน้องตำรวจหลายนายถูกกระทำ เรื่องถูกด่าก็ยอมรับว่ามีบ้างแต่น้อย แต่ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือเรื่องที่เรียกให้ไปรับเงินคืน 10 ล้านบาท แล้วบอกให้เอาไปเลย ไม่ต้องคืน อันนี้คิดว่าไม่ปกติ
สำหรับการยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา ก็เพื่อให้พิจารณาว่าการรับสินบนทองคำมีมูลน่าเชื่อมากน้อยเพียงใด เพราะตามกระบวนการไม่ใช่ใครก็จะปลดกรรมการ ป.ป.ช. ได้ ขั้นตอนต้องให้ประธานวุฒิสภาพิจารณา แล้วเสนอเรื่องไปยัง "ประธานศาลฎีกา" เพื่อตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" ถึงจะส่งผลให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหา ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
จึงเป็นเหตุผลว่า รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ช. บอกว่า ได้มีคำสั่งให้เปลี่ยนความรับผิดชอบงานไปดูแลหน้าที่ส่วนอื่นชั่วคราว ส่วนเรื่องจะส่งสำนวนคืนให้ตำรวจหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป เพราะคดีไม่ปกติ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบุคคลหลายฝ่าย ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนมีคำสั่งออกมา