สนามข่าว 7 สี - ตำรวจเปิดหลักฐานขณะสอบปากคำ รปภ.ประจำตัวกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อหักล้างคดีแจ้งความกลับตำรวจชุดจับกุม บังคับ ขู่เข็ญ
เป็นคำให้การของ นายสุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวของกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับทองคำจาก พันตำรวจเอก ภาคภูมิ พิศมัย พยานปากสำคัญในคดีสินบนทอง ที่ยอมรับว่าไปรับทองคำที่สมาคมชาวปักษ์ใต้จริง พร้อมยืนยันว่า เป็นเพียงผู้รับคำสั่ง
หลังถูกชุดสืบสวนตำรวจภูธร ภาค 8 เข้าจับกุมที่บ้านพักใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาแจ้งความกลับชุดจับกุมว่าบังคับ ขู่เข็ญ เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และถูกคุมตัวสอบปากคำที่ สภ.บ้านฉาง นานกว่า 13 ชั่วโมง
แต่ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ขณะตรวจค้นตำรวจก็อ่านหมายจับตามปกติ, บรรยากาศในห้องสอบปากคำก็ไม่เป็นไปตามคำอ้างที่บอกว่าตำรวจบังคับ ขู่เข็ญ พร้อมนำแผนผังขณะเกิดเหตุในห้องสอบสวน สภ.ท่าฉาง มาเปิดเผย
ส่วนกรณีที่อ้างว่าถูกคุมตัวเพื่อสอบปากคำนาน 13 ชั่วโมง ในความเป็นจริงตำรวจคุมตัว นายสุรสิทธิ์ เวลา 18.00 น. ของวันที่ 25 ธันวาคม 2568 จนถึง 07.00 น. ของวันที่ 26 ธันวาคม 2568, ประตูห้องสอบสวนเปิดได้ตลอดเวลา ไม่ได้ถูกบังคับ หรือกดดันให้อยู่เพียงคนเดียว
พลตำรวจโท ไตรรงค์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ที่ นายสุรสิทธิ์ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษชุดจับกุมที่ สน.บุปผาราม มีนัยยะแอบแฝงหรือไม่ เนื่องจากขณะนั้น ผู้กำกับการฯ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
นายสุรสิทธิ์ ไม่รอช้า โต้กลับในทันทีว่า คลิปดังกล่าวมีการตัดต่อ ซึ่งขณะนั่งให้การในห้องสอบสวน ตำรวจมีการตั้งกล้องถ่ายไว้ตลอด และมีการพูดคุยกันว่า "ให้ดูภาพดี ๆ เดี๋ยวเอาไปตัดต่อไม่เนียน" รวมทั้งการอ่านหมายค้นในวันดังกล่าว ชุดตรวจค้นยืนยันว่าเข้ามาตรวจค้นในเรื่องของยาเสพติดและอาวุธปืน ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการติดสินบน และในวันนั้นก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าอยู่บ้านคนเดียว ไม่ได้เดินไปหาแฟนสาว ตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ไม่ให้ติดต่อใคร และบังคับให้ไป สภ.ท่าฉาง พร้อมทั้งถอดเมมโมรี่จากกล้องวงจรปิดที่อยู่ภายในบ้านของตัวเองไปด้วย แต่ตัวเองก็ไม่ได้สอบถามว่าตำรวจถอดเมมโมรี่ไปทำอะไร
เมื่อไปถึง สภ.ท่าฉาง ได้พยายามจะขอโทรศัพท์คืนเพื่อติดต่อทนายความ และญาติ แต่ตำรวจก็ยังไม่ให้คืน พร้อมกับนำกระดาษ A4 มา 3 แผ่น บังคับให้ให้การตามข้อมูลที่อยู่ในกระดาษ และข่มขู่ว่าถ้าหากไม่ทำตามจะโดนทำร้าย จึงต้องยอมจำใจทำ พอได้โทรศัพท์คืนก็โทรหาแฟนสาวให้มาหาตอนประมาณ 22.00 น. ได้พูดคุยกันไม่นาน ก็ถูกตำรวจเชิญออกจากห้องสอบสวน
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับกรรมการองค์กรอิสระที่ถูกพาดพิง มีสถานะเป็นเพียงแค่นายจ้าง-ลูกจ้างเท่านั้น ซึ่งตัวเองทำหน้าที่เป็น รปภ. พ่วงตำแหน่งคนสวน มาเป็นเวลา 3 ปี แต่เมื่อทีมข่าวสอบถามถึงวันส่งมอบทองคำแท่ง นายสุรสิทธิ์ ปฏิเสธที่จะตอบประเด็นนี้
สำหรับเรื่องดังกล่าว นายสุรสิทธิ์ ขอความเห็นใจ และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับตำรวจที่เกี่ยวข้องทุกนาย อีกทั้งหลังเกิดเหตุรู้สึกไม่ปลอดภัย ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง เพราะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่คู่กรณีเป็นถึงข้าราชการตำรวจ
ด้าน ทนายความตั้งคำถามว่า ลูกความของตนถูกเชิญไปสอบปากคำในฐานะพยาน รายละเอียดมีเพียงแค่ 3 หน้ากระดาษ A4 แต่ทำไมถึงคุมตัวสอบนานกว่า 13 ชั่วโมง ลูกความไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดีนี้ แล้วหลังสอบปากคำทำไมต้องพาลูกความไปทำการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล มีการเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่างหรือไม่
ส่วนเรื่องการลงบันทึกประจำวันที่ สน.บุปผาราม ก็เป็นการลงบันทึกประจำวันเพื่อความปลอดภัยของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจตามที่เป็นกระแสข่าว เนื่องจากขณะนั้นลูกความของตัวเองได้มาทำธุระในพื้นที่ดังกล่าวพอดี จึงไปลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อความปลอดภัยขณะเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งหลังจากนี้ตนจะรวบรวมพยานหลักฐานแล้วนำไปฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ขณะที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า บิกโจ๊ก ไม่มีความเคลื่อนไหวในช่วงนี้ และ บิกโจ๊ก หายไปไหน จนถึงมีข่าวลือว่าบิกโจ๊กหนีออกนอกประเทศไปแล้วหรือไม่ ซึ่งกรณีดังกล่าว นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของบิกโจ๊ก ได้โพสต์ยืนยันว่า บิกโจ๊ก ยังอยู่ในประเทศไทยและใช้ชีวิตตามปกติ และเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม และเตรียมสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความจริง และให้ประชาชนรับฟังข้อมูลอย่างมีสติ