วันนี้ (13 ม.ค. 69) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช-พัทลุง โดยเริ่มภารกิจแรกของวันนี้ เดินพบปะประชาชนที่ ตลาดสดเทศบาลนครศรีธรรมราช พบพ่อค้า แม่ค้า และประชาชน รับฟังปัญหาค่าครองชีพและเศรษฐกิจชุมชน
ทันทีที่ลงรถตู้มาจอดที่บริเวณหน้าตลาดสด ได้ลงมาสวัสดีชาวบ้านที่หน้าห้างทองจงเจริญทอง ซึ่งคุณลุงที่นั่งกินน้ำชา บอกว่าจำได้ ชอบตั้งแต่สมัย ดร.เอ้ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำให้ ดร.เอ้ ยิ้มแก้มปริ พร้อมพูดย้ำว่า อยากจะช่วยนครศรีธรรมราชทั้งเรื่องการศึกษา แก้ปัญหาน้ำท่วม จึงขอคะแนนเสียงให้เลือกผู้สมัครของพรรค และเบอร์พรรค เบอร์ 49 ซึ่งก่อนกลับคุณลุงได้นำพุทราเชื่อมใส่กล่องและน้ำเก๊กฮวยมามอบให้ ดร.เอ้ เพื่อกินระหว่างทาง พร้อมบอกว่า ฝากช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมให้คนเมืองคอนด้วย

ขณะที่คุณลุงร้านน้ำชา ในตลาดบอกว่า จะเลือกเบอร์ 49 และชอบมากเวลาขึ้นเวทีดีเบต เพราะเป็นคนพูดเก่ง มีความรู้ พร้อมขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และยังสะท้อนเกี่ยวกับเงินคนแก่ขอเป็นเดือนละ 1,000 บาทได้หรือไม่ โดย ดร.เอ้ ระบุว่า เรามีนโยบายนี้อยู่แล้ว ซึ่งคนแก่หลายคนมีภาระเรื่องหนี้สิน โดยพรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายนี้มาดูแลผู้สูงอายุ
ดร.เอ้ กล่าวระหว่างเดินหาเสียงว่า ตอนเดินเข้าตลาดมา ก็เห็นกระสอบทรายกั้นน้ำท่วม จึงขอยืนยันกับชาวบ้านว่า ตนไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาสั้น ๆ แต่ต้องการแก้ปัญหาระยะยาวให้คนนครศรีธรรมราช พอฝนตกหนัก น้ำก็ท่วม ท่านก็รู้ว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ทั้งนี้ คนนครศรีธรรมราชชอบเรียนหนังสือ นโยบายของเรา พ่อค้า แม่ค้า เชียร์เรื่องการศึกษา ให้เรียนฟรีจนจบปริญญาเอก เพราะประเทศไทยขาดแคลน คนเก่งมาก ๆ ไปเรียนต่างประเทศแล้วไม่กลับมาพัฒนาบ้านเมือง จึงอยากให้เรียนฟรี ปลดหนี้ กยศ. รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา น้ำยางไม่ต้องขนไปที่มาเลเซีย การทำให้แรงงานมีทักษะสูงเกิดขึ้นในไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมแพทย์
ส่วนคู่แข่งอย่างพรรคการเมืองอื่น ดร.เอ้ ย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่แตกต่าง เป็นพรรคที่ทำการเมืองสร้างสรรค์ ไม่ได้หาเสียงในสิ่งที่ทำไม่ได้ จึงอยากให้ลองสิ่งใหม่ “สุชัชวีร์” ลูกคนใต้ ตั้งใจมาขอดูแลลูกหลานคนใต้ด้วยการศึกษาให้ดีที่สุด เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และการแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ที่ซ้ำซากมาทุกปี พร้อมขอคะแนนให้ผู้สมัครและคะแนนพรรคสนับสนุนตน เพื่อมาเปลี่ยนนครศรีธรรมราช ที่มีความพร้อมแบบก้าวกระโดด

จากนั้น ได้เดินทางต่อไปไปยังศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช และวัดพระธาตุ เพื่อขอพรให้กับผู้สมัครและพรรคไทยก้าวใหม่ โดยครั้งนี้ ดร.เอ้และผู้สมัคร มีโอกาสได้ห่มพระธาตุและเดินรอบพระธาตุ 3 รอบ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยดร.เอ้ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า จ.นครศรีธรรมราช ส่งผู้สมัครทั้งหมด 4 เขต จาก 9 เขต คือ เขต 2 เขต 5 เขต 6 และ เขต 9 ซึ่งตนได้ขอพรจากศาลหลักเมืองและวัดพระธาตุ ให้คนไทยมีแต่ความสุข พร้อมขอพรให้ผู้สมัครของพรรคประสบผลสำเร็จทุกคน และขอให้ตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ใช่คนที่ดี นำพาประเทศก้าวใหม่ ให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน ลูกหลานได้เรียนหนังสือในระดับสูง รวมถึงประเทศไทยมีความรัก ความสามัคคี ปลอดภัย
ดร.เอ้ ย้ำว่า ทั้ง 4 เขตนั้น พรรคตั้งใจส่งผู้สมัคร โดยตนได้ลงมาช่วยหาเสียงในวันนี้ และย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องผ่าตัด โดยที่ที่ผ่านมาเศรษฐกิจซบเซา การเมืองที่หาเสียงด้วยประชานิยมเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้ประเทศดีขึ้น แต่ทำให้ถอยหลังลง ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยเจอวิกฤตรอบด้าน โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช ประสบปัญหาน้ำท่วม และประชาชนเสียชีวิต ขาดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งพื้นที่ภาคใต้ ถดถอยเรื่องการเกษตร ไม่มีอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ความสามารถด้านการศึกษาลดลง เศรษฐกิจปากท้อง ไม่มีรายได้เพิ่ม

ดังนั้น จึงขอถามว่าจะอยู่เช่นเดิมใช่หรือไม่ ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่ตั้งใจจะผ่าตัด โดยเฉพาะต้องเริ่มที่ระบบราชการ เป็นราชการอิเล็กทรอนิกส์หยุดปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสาเหตุเบื้องต้น ดูแลด้านการศึกษาครอบคลุมบุคลากร หลักสูตร เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ พร้อมกับผ่าตัดระบบสุขภาพอย่างเท่าเทียม ขอให้พรรคไทยก้าวใหม่ได้เข้ามาผ่าตัดโครงสร้างของประเทศไทย การจะผ่าตัดสำเร็จนั้น เริ่มต้นด้วยการคิดบวก ไม่ทะเลาะกับใคร เพราะหากมีความขัดแย้งก็ผ่าตัดไม่ได้ ซึ่งวิธีการผ่าตัดเป็นไปตามหลักวิชาการ ทุกอย่างทำได้จริงไม่มีบิดเบือน ถือเป็นนโยบายหลักของพรรคไทยก้าวใหม่ที่อาสาดูแลลูกหลานของทุกคน เหมือนลูกของเราเอง อาสาดูแลประชาชนที่ยากจน ทั้งเกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้า ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ ปลดหนี้ ในนโยบายเมื่ออายุ 60 ปี ลดค่าไฟเหลือ 3 บาทและถูกกว่า พรรคสามารถทำให้ได้ พร้อมย้ำทุกนโยบายของพรรคทำได้จริง และเป็นพรรคเดียวที่ประกาศชัดเจนว่า จะหยุดภัยพิบัติทั้งประเทศให้ได้ ขอไปแก้กฎหมายหน้าที่ของรัฐ ที่ต้องดูแลเรื่องภัยพิบัติ หากทำไม่ได้ประชาชนสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐได้