“บรู๊คลิน เบ็คแฮม” ลูกชายคนโตของ “เดวิด เบ็คแฮม” และ “วิคตอเรีย เบ็คแฮม” ร่ายยาวผ่านโจมตี พ่อ-แม่ พร้อมประกาศไม่คิดกลับไปคืนดีกับครอบครัว ยืนยันนับตั้งแต่ออกมาชีวิตมีความสุขที่สุด ลั่น ไม่เคยถูกภรรยาควบคุมบงการ
วันนี้ (20 ม.ค. 69) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “บรู๊คลิน เบ็คแฮม” ลูกชายคนโตของ “เดวิด เบ็คแฮม” อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษชื่อดัง และ “วิคตอเรีย เบ็คแฮม” ร่ายยาวประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัว “เบ็คแฮม” โดยกล่าวว่า เขาถูกพ่อ-แม่ ค่อยควบคุมบงการมานานหลายปี ทั้งกดดันในที่สาธารณะและควบคุมผ่านสื่อ และไม่ต้องการที่จะคืนดีกับ พ่อ-แม่ อีกต่อไป พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าภรรยาของเขา “นิโคลา เพลท์ซ” เป็นผู้ควบคุมและบงการเขา และการแยกตัวออกจากครอบครัวทำให้รู้สึกสงบและคลายความวิตกกังวลที่มีมานาน
โดย “บรู๊คลิน เบ็คแฮม” โพสต์ผ่านอินสตราแกรมว่า ผมเงียบมาตลอดหลายปีและพยายามทุกอย่างที่จะเก็บเรื่องเหล่านี้ไว้เป็นความลับ แต่โชคร้ายที่พ่อและแม่ของผมรวมถึงทีมงานของพ่อและแม่ยังคงให้สัมภาษณ์กับสื่อ ทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกมาพูดด้วยตัวเองและบอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องโกหกบางเรื่องส่วนที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ
ผมไม่ต้องการคืนดีกับครอบครัว “เบ็คแฮม” และผมไม่ได้ถูกควบคุมบงการ ผมแค่กำลังยืนหยัดเพื่อตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยตลอดชีวิตของผมที่ผ่านมา พ่อและแม่คอยควบคุมเรื่องราวในสื่อเกี่ยวกับครอบครัวมาโดยตลอด การโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่ดูเสแสร้ง งานครอบครัว และความสัมพันธ์ที่ไม่โกหก ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ผมเกิดมา และเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ได้เห็นด้วยตาตัวเองถึงความพยายามอย่างสุดโต่งของพวกเขาที่จะใส่ร้ายป้ายสีในสื่อมากมาย โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่ผมเชื่อว่าความจริงจะปรากฏออกมาในนสักวัน
พ่อและแม่ของผมพยายามทำลายความสัมพันธ์ของผมกับภรรยา (นิโคลา เพลท์ซ) มาตั้งแต่ก่อนพวกเราแต่งงาน และยังพยายามต่ออย่างไม่หยุด แม่ของผมยกเลิกชุดแต่งงานของ “นิโคลา” ในนาทีสุดท้าย ทั้งที่ “นิโคลา” ตื่นเต้นมากที่จะได้ใส่ชุดเจ้าสาวที่แม่ของผมเป็นคนออกแบบ ทำให้ “นิโคลา” ต้องหาชุดเจ้าสาวใหม่โดยด่วน
หลายสัปดาห์ก่อนวันแต่งงานของเรา พ่อและแม่ของผมกดดันและพยายามยัดเงินให้ผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ผมเซ็นสละสิทธิ์ในชื่อของผม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผม ภรรยา และลูกของผมในอนาคต พ่อและแม่ของผมยืนกรานว่าผมต้องเซ็นก่อนวันแต่งงาน เพราะเงื่อนไขของข้อตกลงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ การที่ผมไม่ยอมเซ็นทำให้พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์ทางการเงิน และนับตั้งแต่วันนั้นมาพวกเขาก็ไม่เคยปฏิบัติกับผมเหมือนเดิมอีกเลยนับ ในระหว่างการวางแผนงานแต่งงาน แม่ของผมถึงกับเรียกผมว่า “คนชั่ว” เพราะภรรยาและผมเลือกที่จะให้ “แซนด้า” พี่เลี้ยงของผมกับพี่เลี้ยงของนิโคลา มานั่งโต๊ะเดียวกันกับเรา เพราะทั้งสองคนไม่มีสามี ขณะที่พ่อและแม่ของพวกเราทั้งสองฝ่ายก็มีโต๊ะของตัวเองที่อยู่ติดกับโต๊ะของเรา
คืนก่อนวันแต่งงาน สมาชิกในครอบครัวบอกผมว่า “นิโคลา” ไม่ใช่คนสายเลือดเดียวกัน และไม่ใช่คนในครอบครัว นับตั้งแต่ที่ผมเริ่มลุกขึ้นปกป้องตัวเองกับครอบครัวของตัวเอง ผมก็ได้รับการโจมตีอย่างไม่หยุดจากพ่อและแม่ของผม ทั้งทางส่วนตัวและต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งพวกเขาสั่งให้ทีมนำเรื่องไปออกสื่อด้วย แม้แต่น้องชายของผมก็ถูกให้มาโจมตีผมทางโซเชียลมีเดีย ก่อนที่พวกเขาจะบล็อกผมอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
แม่ของผมแย่งการเต้นรำครั้งแรกของผมกับภรรยา ซึ่งวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว โดยใช้เพลงรักโรแมนติก ต่อหน้าแขกในงานแต่งงาน 500 คน โดย “มาร์ค แอนโทนี่” เรียกผมขึ้นไปบนเวที ซึ่งในกำหนดการนั้นควรจะเป็นการเต้นรำที่โรแมนติกระหว่างผมกับภรรยา แต่กลับกลายเป็นว่าแม่ของผมเป็นคนมาเต้นรำกับผมแทน ผมไม่เคยรู้สึกอึดอัดหรืออับอายขายหน้าขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ภรรยาของผมถูกครอบครัวของผมดูหมิ่นมาโดยตลอด ไม่ว่าเราจะพยายามญาติดีกันมากแค่ไหนก็ตาม แม่ของผมเชิญแฟนเก่าของผมเข้ามาในชีวิตของพวกเราหลายครั้งด้วยเจตนาที่จะทำให้เราทั้งสองรู้สึกไม่สบายใจอย่างชัดเจน
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ยังเดินทางไปลอนดอนเพื่อฉลองวันเกิดของพ่อของผม และพวกเราถูกเมินอยู่ 1 สัปดาห์ ขณะที่เรานั่งรออยู่ในห้องพักโรงแรมพยายามที่จะใช้เวลาร่วมกับพวกเขา แต่พวกเขาปฏิเสธทุกความพยายามของเรา ยกเว้นงานเลี้ยงวันเกิดใหญ่ที่มีแขกนับร้อยและกล้องถ่ายรูปอยู่ทุกมุม จนในที่สุดพวกเขาตกลงที่จะพบเรา แต่ก็มีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่มี “นิโคลา” มันเหมือนเป็นการตบหน้าผมเลยทีเดียว ต่อมา เมื่อครอบครัวของผมเดินทางไปลอสแอนเจลิส พวกเขาก็ปฏิเสธที่จะพบผม
ครอบครัวของผมให้ความสำคัญภาพลักษณ์ต่อสาธารณะและการโปรโมตเหนือสิ่งอื่นใด “แบรนด์เบ็คแฮม” ต้องมาเป็นอันดับแรก ความรักในครอบครัวนั้นตัดสินจากว่าคุณโพสต์ลงโซเชียลมีเดียมากแค่ไหน หรือคุณจะทิ้งทุกอย่างเพื่อไปปรากฏตัวและถ่ายรูปครอบครัวเร็วแค่ไหน แม้ว่ามันจะส่งผลเสียต่อภาระหน้าที่การงานของเราก็ตาม เราพยายามอย่างเต็มที่มาหลายปีแล้วที่จะไปร่วมงานแฟชั่นโชว์ งานปาร์ตี้ และกิจกรรมสื่อทุกอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นถึงครอบครัวที่สมบูรณ์แบบของเรา แต่มีครั้งหนึ่งที่ภรรยาของผมขอความช่วยเหลือจากแม่ของผม เพื่อช่วยเหลือสุนัขที่พลัดถิ่นจากเหตุไฟไหม้ในลอสแอนเจลิส แต่แม่ของผมกลับปฏิเสธ
และเรื่องที่ว่าภรรยาเป็นคนคอยควบคุมบงการผมนั้นไม่เป็นความจริงเลย ผมถูกพ่อและแม่ควบคุมมาเกือบทั้งชีวิต ผมเติบโตมาพร้อมกับความวิตกกังวลอย่างมาก นับตั้งแต่ผมแยกตัวออกมาจากครอบครัว ความวิตกกังวลนั้นก็หายไปเป็นครั้งแรกในชีวิต ผมตื่นนอนทุกเช้าด้วยความรู้สึกขอบคุณสำหรับชีวิตที่ผมเลือก และได้พบกับความสงบและความโล่งใจ
ผมและภรรยาไม่ต้องการชีวิตที่ถูกกำหนดโดยภาพลักษณ์ สื่อ หรือการควบคุมใด ๆ สิ่งที่พวกเราต้องการคือความสงบสุข ความเป็นส่วนตัว และความสุขสำหรับเราและครอบครัวในอนาคตของเรา