จัดงานศพหมดเงินเป็นแสน พ่อเพิ่งมารู้ทีหลังว่าศพที่ฝังไม่ใช่ลูกชายตัวเอง เพราะลูกชายยังมีชีวิตอยู่ สุดท้ายต้องขุดศพส่งคืนญาติตัวจริง
เรื่องราวอลเวงเกิดขึ้นเพราะครอบครัวของนายเอ (นามสมมติ) อายุ 39 ปี ชาวบ้านพญาไพพรเล่ามา ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้รับการประสานจากทาง จ.เชียงใหม่ ว่านายเอได้เสียชีวิต โดยส่งภาพถ่ายศพพร้อมกับแนบบัตรประชาชนของนายเอมาด้วย ญาติก็เลยไปรับศพเพื่อนำมาประกอบพิธีฝังตามประเพณีและความเชื่อของชาวอาข่า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลักแสนกันเลยทีเดียว แต่สุดท้ายพี่ชายตามหาน้องชายเจอ ให้วีดีโอคอลยืนยันกับทางครอบครัวว่ายังมีชีวิตอยู่ ศพที่ฝังไปน่าจะเป็นเพื่อนอีกคน จนนำมาซึ่งการที่ต้องขุดศพขึ้นมาแล้วนำส่งให้กับญาติจริงๆ ของคนตาย ซึ่งอยู่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
นายอาก่อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บ้านพญาไพรเล่ามา ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว ยังเป็นญาติของนายเอด้วย ที่บอกว่า ทาง จ.เชียงใหม่ แจ้งประสานมายังองค์กรปกครองท้องถิ่น ที่อยู่ในบัตรประชาชนซึ่งอยู่กับศพ แม้ทางเชียงใหม่จะให้ตรวจพิสูจน์ แต่ด้วยความที่รูปร่างหน้าตาที่คล้ายกัน รวมทั้งรอยแผลเป็นในศพตรงกัน ประกอบกับนายเอไม่ค่อยอยู่บ้านและค่อนข้างจะเกเร ญาติจึงเชื่อโดยสนิทใจและไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร ก็เลยพากันไปรับศพมาประกอบพิธีตามความเชื่อของชนเผ่าอาข่า จนนำมาซึ่งการฝังศพ หลังรู้ความจริงว่าศพคนตายไม่ใช่ญาติ ได้มีการประสานไปทางญาติผู้ตายจริง เพื่อขุดศพขึ้นมาแล้วนำศพส่งคืนให้ไปประกอบพิธี
การดำเนินการเกี่ยวกับคนตายตามประเพณีและความเชื่อ เป็นธรรมดาว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องต่างๆ รวมทั้งฆ่าหมูมาประกอบอาหารเพื่อเลี้ยงผู้มาร่วมงาน เท่าที่ทราบหมดเงินไปหลักแสนบาท แถมยังต้องมีค่าใช้จ่ายตามประเพณีหลังฝังศพและอื่นๆ อีกนับแสน รวมๆแล้วอาจจะถึง 2 แสนบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทางครอบครัวและญาติก็ต้องรับผิดชอบกันไป
การที่ญาติไม่ค่อยติดใจเรื่องการตาย เนื่องจากนายเอออกจากบ้านไปแล้วหลายปี จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้กลับมาที่บ้าน ที่มีการพูดถึงกันว่าเจ้าตัวกลับบ้านมายืนยันว่าไม่ได้ตายยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่จริง การที่ครอบครัวได้รู้ความจริงเป็นเพราะพี่ชายไปตามหาน้องจนเจอ จึงให้ให้วีดีโอคอลมายืนยันกับทางครอบครัวว่ายังมีชีวิตอยู่
ตอนที่นำศพมาประกอบพิธีทางญาติได้ก็ได้สังเกตุว่ารอยสักของนายเอหายไป แต่ก็ไม่ได้นำมาพูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะคิดว่ารอยสักอาจจะหายไปตอนตายหรือมีการลบไปรอยสักได้ เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ และการที่บัตรประชาชนของนายเอไปอยู่กับคนตายได้อย่างไร เจ้าตัวเองก็ไม่ทราบ แต่ถ้าให้เดาคิดว่าน่าจะนำไปวางเป็นหลักประกันการซื้อของแล้วไม่สนใจ ผู้ตายซึ่งน่าจะเป็นเพื่อนในกลุ่มก๊วนเดียวกันอาจจะนำไป แต่ก็ลืมไม่ได้ส่งคืนให้นายเอ
ทางด้าน นายอาย้วย อายุ 66 ปี พ่อของนายเอ บอกว่า เมื่อได้รับการยืนยันจากต้นทางว่าผู้ตายชื่อนี้แถมมีบัตรประชาชนส่งแนบมาด้วยก็เลยเข้าใจว่าเป็นลูกก็เลยรับศพมา พอมารู้ว่ายังไม่ตายก็งง ตกใจฝังไปแล้วฟื้นมาได้ยังไง แต่ก็เข้าใจว่าศพที่ฝังนั้นไม่ใช่ลูกเราแน่ หลังเกิดเรื่องได้โทรศัพท์คุยกันแล้วยืนยันว่ายังอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะพี่ชายเขาไปตามหาจนเจอ แต่พิธีการต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้วก็ต้องให้แล้ว ไม่ติดใจอะไรยังต้องทำตามประเพณีและความเชื่อกันต่อ โดยได้มีการฝังไปตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2569 มารู้เรื่องชัดเจนว่าศพที่ฝังไม่ใช่ลูกชายวันที่ 21มกราคม2569 และมีการขุดศพขึ้นมาและส่งให้กับทางญาติคนตายซึ่งมารับศพไปในวันที่ 24 มกราคม 2569