หมอล็อต แนะแนวทางอยู่ร่วมกับค้างคาวอย่างปลอดภัย ต้นไม้ต้นไหนที่ค้างคาวแม่ไก่มาเกาะ ก็ตัดยอด ความสูงของจุดที่เกาะอย่าเกิน 5 เมตร ไม่กินค้างคาว ไม่จับค้างคาวมือเปล่า ไม่กินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาวหรือสัตว์อื่น ต้องทิ้งทั้งลูก
ตื่นตัวไวรัสนิปาห์ คนไทยผวาค้างคาว วันนี้ (26 ม.ค.69) หมอล็อต ภัทรพล มณีอ่อน ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัวแนะแนวทางอยู่ร่วมกับค้างคาวอย่างปลอดภัย โดยระบุว่า มนุษย์ต้องเอาใจค้างคาว สำหรับเชื้อนี้คำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกคือ การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งไทยเฝ้าระวังมาตลอด 20 ปี ส่วนความหมายของคำว่าเอาใจค้างคาว คือ มนุษย์และค้างคาว ต่างฝ่ายต่างอยู่ อย่าไปรบกวนถิ่นอาศัย อย่าไปไล่ อย่าไปจับ อย่ากิน
“ถ้าค้างคาวอยู่ในป่า ในวัด ก็อย่าไปกวน ไปสถานที่ท่องเที่ยวก็ใส่อุปกรณ์ป้องกัน ตามคำแนะนำ ต้นไม้ต้นไหนที่ค้างคาวแม่ไก่มาเกาะ ก็ตัดยอด ความสูงของจุดที่เกาะอย่าเกิน 5 เมตร ค้างคาวก็จะไม่มาเกาะ จริง ๆ แล้วเราอยู่ภายใต้ความเสี่ยงแบบนี้มานาน ซึ่งเราก็อยู่ได้ อย่างปลอดภัย”
หมอล็อต ยังให้คำแนะนำการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์จากธรรมชาติ โดยเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาว สามารถพบได้ใน น้ำลาย เยี่ยว เลือด และอวัยวะภายใน การฆ่าและชำแหละค้างคาวนอกจากผิดกฎหมาย ยังอาจติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้อีกด้วย
• ไม่บริโภคค้างคาว ไม่จับค้างคาวมือเปล่า
• ไม่บริโภคผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาวหรือสัตว์อื่น ไม่ฝานทิ้ง ควรทิ้งทั้งลูก
• ใส่เครื่องป้องกันกรณีที่ต้องเข้าไปใกล้ค้างคาว ได้แก่ เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น หมวก หน้ากากN95 แว่นตาป้องกันละอองฝอย
• กรณีเกิดการสัมผัสเยี่ยวค้างคาว ต้องรีบล้างส่วนที่สัมผัสทันทีด้วยน้ำและสบู่ และหากบริเวณที่สัมผัสมีรอยขีดข่วนควรใส่ยาฆ่าเชื้อหลังล้างด้วยน้ำสบู่ เนื่องจากไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกันโรค การป้องกันตนเองจึงสำคัญที่สุด
• หากมีอาการไข้ หลังการสัมผัสหรือใกล้ชิดค้างคาว ระหว่าง 4-14 วัน ควรแจ้งแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพสูง ป้องกันการแพร่กระจายและควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด
หมายเหตุ:อัตราการพบเชื้อในค้างคาวของประเทศไทย พบเชื้ออยู่ที่ประมาณ 10-16% ในฝูงค้างคาว เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เคยมีการระบาดของโรคในคน เช่น มาเลเซีย อินเดีย บังกลาเทศ ที่มีอัตราการติดเชื้อในฝูงค้างคาวสูงถึง 40% เชื้อที่พบในค้างคาวของไทยจึงมีโอกาสแพร่สู่คนหรือสัตว์เลี้ยงได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาด