จุลพันธ์ ย้ำ เศรษฐีเงินล้าน ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นหาเงินเข้ารัฐ จูงใจคนเข้าระบบภาษีสร้างฐานข้อมูล

จุลพันธ์ ย้ำ เศรษฐีเงินล้าน ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นหาเงินเข้ารัฐ จูงใจคนเข้าระบบภาษีสร้างฐานข้อมูล

View icon 28
วันที่ 26 ม.ค. 2569 | 15.51 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
จุลพันธ์ ย้ำ เศรษฐีเงินล้าน เป็นจิ๊กซอว์สุดท้ายเปลี่ยนประเทศ ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หาเงินเข้ารัฐ จูงใจคนเข้าระบบภาษีสร้างฐานข้อมูล เชื่อดึงเงินเข้าได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้าน

วันนี้ (26 ม.ค 69) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาทว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยและเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายสำหรับการทำให้วิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในทางบวก มากกว่าใช้การบังคับโดยการลงโทษ เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบ ดังนั้น นโยบายนี้จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็นการใช้ความหวังและการเป็นเศรษฐีเงินล้านสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ฐานระบบข้อมูลรัฐด้วยความสมัครใจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแรง เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการเรื่องสวัสดิการให้แม่นยำ

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า นโยบายนี้คือ การเปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาทนโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน ทำฐานข้อมูลที่เรียกว่า Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี และระบบฐานข้อมูลของรัฐ วิธีการคือสุ่มรายชื่อจาก 2 กลุ่มหลัก คือ 1. สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จหรือ E-Receipt จำนวน 5 รางวัล เพียงแค่ประชาชนขอใบเสร็จจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ 2. สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน , กลุ่มอาสาสมัคร , กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีทุกคน

นายจุลพันธ์ ยังอธิบายอีกว่า จุดประสงค์หลักของนโยบาย คือ จูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วทั้งบราซิล และไต้หวัน สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง 20% หากนโยบายนี้ช่วยให้การจัดเก็บได้รัฐจะมีรายได้จัดเก็บในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ต้นทุนของนโยบายรวมแล้วอยู่ที่ 3 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ทั้งนี้ ข้อมูลรายได้ในสายอาชีพต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมโครงการคนไทยไร้จน ทำให้รัฐเติมเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000 บาทต่อเดือนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าว ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้กับรัฐด้วยซ้ำ เป็นการดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับมาเพื่อสร้างรายได้และสวัสดิการที่ยั่งยืนให้ประเทศ และเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวว่า อย่าให้ความกลัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทย เราตกขบวนไปหลายเรื่องแล้ว ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูง การจัดการน้ำทั้งระบบ ครั้งนี้เราลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ซึ่งเป็นการลงทุนที่น้อยมาก อย่าให้เราต้องตกกระบวนอีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีการมองว่านโยบายแจกเงินล้านอาจจะคล้ายคลึงกับนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคประชาชน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  ถ้าดู และเปรียบเทียบกันดี ๆ คนละเรื่องกัน เพราะเรากำลังลงทุนที่จะสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุด และวิธีคิดของพรรคเพื่อไทยคือ การเข้าใจภาพรวมทั้งหมดเชื่อมโยงกัน หากดูง่าย ๆ ข้อมูลเหล่านี้มีความหมายทางเทคโนโลยี เพราะการสร้างสิ่งเหล่านี้ทุกอันเชื่อมโยงกัน มองว่าทุกพรรคมองแต่เรื่องการใช้เงิน แต่พรรคเราพูดแต่วิธีการหาเงิน และเป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน

นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระบบทั้งหมดที่เชื่อมโยงกัน  ซึ่งคนอาจจะมองข้ามไปว่า คนไทยไร้จนเป็นศักดิ์ศรีที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่าเราสามารถแก้ปัญหาสวัสดิการได้ทุกกลุ่มทุกเป้า และจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่า คนไทยจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ จนจริงหรือไม่ โดยมองว่า เป็นคนละเรื่องกับเรื่องที่บางพรรคพูดถึงเรื่องของการแก้ปัญหาเพิ่มรายได้ให้ SME ซึ่งเรื่องกระบวนการก็ไม่ยุ่งยากเข้าใจง่าย เลยมองว่า ไม่ได้เป็นการหาเงิน แต่เป็นการเชื่อมโยงระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิดครบทั้งกระบวนการ

เมื่อถามว่า ทำไมต้องจ่ายแยกเฉพาะกลุ่ม ทำไมไม่เป็นระบบถ้วนหน้า และสุ่มเอา นพ.พรหมินทร์  กล่าวว่า ระบบถ้วนหน้าคือ คนที่มีสิทธิ์ซื้อของระบบถ้วนหน้าทุกคนวันละ 5 สิทธิ์ หากใส่ใบเสร็จหนึ่งใบก็จะมีโอกาสถูกจับได้ถึงห้าครั้ง ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะจูงใจให้คนเข้าระบบ และแก้ปัญหาเงินที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ในปัจจุบันจีดีพีที่บันทึกไว้ประมาณ 18-19 ล้านล้าน  โดยมองว่า 9 ล้านล้าน คือครึ่งหนึ่ง หากเอาครึ่งหนึ่งขึ้นมาบนโต๊ะ และอยู่ในระบบได้ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล ซึ่งเราใช้วิธีคิดที่ใช้วัฒนธรรมของคนไทยที่รู้สึกอยากมีความหวังมาใช้ประกอบกัน

เมื่อถามว่า นโยบายนี้จะเป็นการสร้างหนี้ให้กับประชาชนหรือไม่ เพราะเป็นการไปซื้อสินค้า เพื่อมีสิทธิ์ชิงรางวัลจากใบเสร็จ  นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่เราบอกคือการที่ทำในเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ข้างล่างขึ้นมาเป็นข้างบน เพื่อที่รัฐสามารถเก็บรายได้จาก Vat เพิ่มขึ้นได้ และนโยบายนี้ไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้น คนก็ยังจับจ่ายใช้สอยตามปกติ เพราะการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายที่กระตุ้นเติมไปภายหลัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง