“พล.อ.รังษี” จวกแจกเงิน เท่ากับสร้าง “กับดักหนี้” ซ้ำเติมประเทศ ท่ามกลางวิกฤตทางการเงินการคลังขั้นรุนแรง
.
วันนี้ (27 ม.ค.69) พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ แสดงความกังวลต่อนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย พร้อมเตือนสติสังคมว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินการคลังขั้นรุนแรง
.
พล.อ.รังษี กล่าวว่า การใช้นโยบายประชานิยมในขณะนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยมีภาระหนี้มหาศาล ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคธุรกิจ รวมกันสูงถึง 55 ล้านล้านบาท สถานการณ์ประเทศเปรียบเสมือนคนป่วยหนักที่นอนอยู่ในห้อง ICU ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หากถอดออกซิเจนเมื่อไหร่หัวใจก็พร้อมหยุดเต้นทันที
“วันนี้หนี้ต่อครัวเรือนพุ่งจาก 680,000 บาท เป็น 750,000 บาท เพิ่มขึ้นถึง 70,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่หนี้สาธารณะ รัฐบาลต้องนำงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงวันละ 620 ล้านบาท หรือปีละกว่า 210,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมเงินต้น หากปล่อยไว้เช่นนี้ สถานะการคลังของไทยจะเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เพราะหนี้ต่อจีดีพีเข้าสู่โซนอันตรายเกิน 60% และหากจีดีพียังโตต่ำเตี้ยติดดินแบบนี้ หนี้จะพุ่งทะลุ 70% แน่นอน” พล.อ.รังษี กล่าว
.
สำหรับนโยบายแจกเงินที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า เป็นวิธีการที่ทำง่ายแต่ได้ผลยาก เป็นการกู้เงินมาแจกซึ่งเปรียบเสมือนการ “ย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา” โดยที่หนี้สินของประเทศเพิ่มขึ้น
“การแจกเงินไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ที่ผ่านมาแจก 10,000 หรือ 2,000 บาท เงินก็หมุนไปแป๊บเดียวแล้วหายไปกับสายลม จีดีพียังต่ำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือประชาชนติดกับดักหนี้ ไม่สามารถโงหัวขึ้นได้ วันนี้เราแจกกันมา 20 ปีแล้ว ประเทศมีแต่ทรุดตัวลง ประชาชนถูกยึดบ้าน ยึดรถ ฟ้องบัตรเครดิต เพราะไม่มีกำลังซื้อที่แท้จริง” พล.อ.รังษี กล่าว
พล.อ.รังษี ยังมองว่า การแจกเงินเพื่อดึงคนเข้าระบบภาษีนั้น เป็นเพียงข้ออ้าง “ไม่คุ้มค่า” และวิธีการที่ทำอยู่ก็ล่าช้า เปรียบเปรยว่า กว่าคนไทยจะได้ครบทุกคนคงใช้เวลาถึง 2,000 ปี จึงไม่เหมาะกับสถานะการเงินของประเทศในขณะนี้
.
สำหรับพรรคเศรษฐกิจ แม้จะไม่มีนโยบายแจกเงิน แต่จะมุ่งเน้นการ “หาเงิน” เข้าประเทศ รัฐบาลต้องมีหน้าที่หาตลาด นำนักท่องเที่ยวกลับมา และดึงภาคอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานผลิตให้กลับคืนมา โดยพรรคมีนโยบายลงทุนเมกะโปรเจกต์ เช่น รถไฟความเร็วสูง และโครงการเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย
.