ศาลฎีกา จำคุกอ่วม 50 ปี ป๋าติ๊ก-พวก คดีอาบอบนวดวิคตอเรีย พร้อมเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้ผู้เสียหายเป็นร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้อง
วันนี้ (29 ม.ค.69) ที่ห้องพิจารณา 608 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค้ามนุษย์ ในสถานอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท หมายเลขดำ คม.26/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 1 และเด็กสาวผู้เสียหายรวม 3 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือ ป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท, นายบุญทรัพย์ หรือ ป๋ากบ, นายชัยณรงค์ หรือ ป๋าสง่า, นายเอกณพัชร์ หรือ พี่ป๊อป, หจก.อมรินทร์ ออนเซน, น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ และบริษัท เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด ที่นายศรัทธาธรรม ผู้มีอำนาจในบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานร่วมกันสมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อค้ามนุษย์ในการค้าประเวณี
กรณีระหว่างเดือน ธ.ค.60 - 12 ม.ค.61 พวกจำเลยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปค้ามนุษย์ โดยวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำเป็นธุระจัดหาหญิงสาวชาวไทย 2 คน และสาวเมียนมา 7 คน อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อการค้าประเวณีเพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น โดยอัยการยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 11 เม.ย.61 ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า นายศรัทธาธรรม จำเลยที่ 1, นายบุญทรัพย์ จำเลยที่ 2, นายชัยณรงค์ จำเลยที่ 3, นายเอกณพัชร์ จำเลยที่ 4 พนักงานเชียร์แขก มีความผิดฐานเป็นธุระจัดหาฯ ให้จำคุกคนละ 15 ปี 12 เดือน ส่วน น.ส.ศศิธร หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อัมรินทร์ออนเซน จำเลยที่ 6 ให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน และให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมดในข้อหาค้ามนุษย์ด้วย สำหรับ หจก.อมรินทร์ ออนเซน จำเลยที่ 5 และ บจก.เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำเลยที่ 7 ที่เป็นนิติบุคคลให้เช่าสถานที่ พิพากษายกฟ้อง ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เพิ่มโทษ ให้จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 68 ปี จำคุกจำเลยที่ 3-4 คนละ 62 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 6 รวม 68 ปี ปรับ 8,000 บาท และให้ปรับจำเลยที่ 5 จำนวน 3,978,666 บาท กับจำเลยที่ 7 จำนวน 3,970,666 บาท โดยตามกฎหมายแล้วให้ลงโทษจำคุกได้สูงสุด คนละ 50 ปี พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเด็กสาวผู้เสียหายที่ 2-3 คนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง ต่อมาจำเลยยื่นฎีกา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ศาลให้เบิกตัวจำเลยรวม 5 ราย ซึ่งไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวจากเรือนจำเข้ามาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายมาสมัครงานเพื่อเป็นพนักงานของอาบอบนวด โดยไม่ได้มีเจตนามาค้าประเวณี แต่ถูกกลุ่มจำเลยพูดจาโน้มน้าวและขู่บังคับจนต้องจำยอมค้าประเวณี นอกจากนี้ ยังได้ข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์หลายปากว่าเจ้าหน้าที่ล่อซื้อบริการเข้าจับกุมตรวจค้นพบถุงยางอนามัยใช้แล้ว และที่ยังไม่ได้ใช้ รวมถึงเจลหล่อลื่นจำนวนมาก ทั้งในสถานบริการและบริเวณที่ทิ้งขยะ พยานโจทก์เหล่านี้เบิกความตามความจริงไม่มีเจตนากลั่นแกล้งพวกจำเลย ส่วนที่พวกจำเลยอ้างว่าการค้าประเวณีเป็นข้อตกลงระหว่างผู้เสียหายและผู้ใช้บริการ พวกจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เป็นความสมัครใจของผู้เสียหายเอง และพวกจำเลยขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของพวกจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง เสียหายต่อสังคม จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอด ไม่สำนึกในการกระทำของตัวเอง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือเป็นข้ออ้างลอยๆ ฟังไม่ขึ้น
สำหรับเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหาย เนื่องจากมีการแก้กฎหมายอัตราดอกเบี้ยตามกระทรวงการคลัง ร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษพวกจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้ให้ปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์