ควันไฟจากการเผานา พัดเข้ากรุงเทพฯ โทษชาวนาฝ่ายเดียวไม่ได้ กทม. ช่วยข้ามจังหวัด แก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามเขต ส่งโดรนบินโรยจุลินทรีย์ ช่วยชาวนานครนายก ทำลายตอซัง ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ ช่วงอากาศปิด แจ้งล่วงหน้า 3-5 วัน เลี่ยงเผา
วันนี้ (29 ม.ค. 69) นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า จากเหตุไฟไหม้ทุ่งนาเนื้อที่กว่า 2 หมื่นไร่ในจังหวัดนครนายก ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันและฝุ่น PM2.5 ปริมาณมากพัดเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรถูกมองหรือสื่อสารในลักษณะการกล่าวโทษเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากปัญหาการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาตอซังและฟางข้าว เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้ง ต้นทุนการผลิต ระบบและการเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและแรงงานของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่
กทม. ได้ปรับแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการแก้ไขที่ปลายทาง มาเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ และให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรให้มีทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร โดยไม่ต้องพึ่งพาการเผา ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้มีการดำเนินงานร่วมกับจังหวัดนครนายกอย่างต่อเนื่อง ก่อนเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยใช้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศและอัตราการระบายอากาศ เมื่อประเมินว่ามีความเสี่ยงจากสภาพอากาศปิดและอาจเกิดการเคลื่อนตัวของฝุ่นเข้าสู่พื้นที่ กทม. จะประสานกับ จ.นครนายก ล่วงหน้าอย่างน้อย 3–5 วัน เพื่อควบคุมพื้นที่ ลดกิจกรรมเสี่ยง และเตรียมมาตรการเชิงรุกในพื้นที่ต้นทางได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ กทม. ยังร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พัฒนาโครงการนำร่องการจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผา เพื่อสร้างต้นแบบที่สามารถขยายผลได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
1 การสนับสนุนจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง–ฟางข้าว สำหรับพื้นที่นำร่องกว่า 1,000 ไร่ โดยโดรนฉีดพ่น ใช้น้ำเพียง 8 ลิตรต่อไร่ ไม่จำเป็นต้องนำน้ำเข้าแปลงนา ลดภาระและต้นทุนของเกษตรกร
2 หลังการฉีดพ่น ใช้ระยะเวลาการย่อยสลายประมาณ 20–25 วันสอดคล้องกับรอบการปลูกข้าว ก่อนทำการไถกลบ
3 ซากฟางที่ผ่านการย่อยสลายสามารถเปลี่ยนเป็นอินทรีย์วัตถุและปุ๋ยบำรุงดิน ช่วยลดต้นทุนด้านปุ๋ยเคมีในระยะยาว
4 มีนักวิทยาศาสตร์ดิน ลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการย่อยสลาย รวมถึงตรวจวัดคุณภาพดิน เพื่อจัดเก็บข้อมูลสำหรับการขยายผลในอนาคต
กทม. ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ร่วมแก้ปัญหา เช่น GIZ (ประเทศเยอรมนี) ในการสนับสนุนกรอบการจัดการการเผาและการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนและหน่วยงานด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ในการสนับสนุนเครื่องมือและระบบจัดการตอซัง เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกร
การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่ง ไม่สามารถอาศัยการสั่งห้ามหรือการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในข้อจำกัดและบริบทของเกษตรกร การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม และความร่วมมือข้ามพื้นที่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง