สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ดังนี้

View icon 333
วันที่ 2 ก.พ. 2569 | 20.01 น.
ข่าวในพระราชสำนัก
แชร์
เวลา 08.55 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทรงประกอบพิธีสมโภชและทรงสวมพระรัศมีทองคำประดับเพชรถวายพระพุทธสิหิงค์ โอกาสนี้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ
   
พระพุทธสิหิงค์ ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยให้ความเคารพสักการะมายาวนาน ด้วยพุทธลักษณะอันงดงามตามแบบศิลปะล้านนา เมื่อปี 2568 กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์พระพุทธสิหิงค์ เนื่องจากตรวจสอบพบว่าองค์พระพุทธสิหิงค์ มีความเสื่อมสภาพหลายประการ และพบหลักฐานว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปกรรมจากของแท้ดั้งเดิม นับแต่พระรัศมี ยอดฉัตร ระย้าที่ห้อยระบายฉัตร กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการบูรณะด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ยึดหลักการรักษาคุณค่าความเป็นของแท้ดั้งเดิมให้มากที่สุด เพื่อธํารงรักษางานพุทธศิลป์ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับจารีตประเพณี และดำเนินการหล่อพระรัศมีพระพุทธสิหิงค์ ด้วยทองคำลงยาประดับเพชรตามหลักฐานเดิม สันนิษฐานจากภาพถ่ายเก่าและรูปลักษณะพระรัศมีปัจจุบัน เปรียบเทียบกับพระรัศมีของพระพุทธสิหังคปฏิมากร พระประธานในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำลองจากพระพุทธสิหิงค์ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ โดยประดับเพชรเม็ดใหญ่ที่ใจกลางของเปลวรัศมี ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวม 2 เม็ด และที่ใจกลางกลีบบัวฐานพระรัศมี 8 เม็ด มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทองคำแท่ง และทองรูปพรรณ เพื่อนำมาหล่อพระรัศมีทองคำถวายแด่พระพุทธสิหิงค์ด้วย

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะ พระพุทธสิหิงค์ ในวันพุธ ถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. และช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ จะอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญมาประดิษฐานร่วมด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลเริ่มต้นปีใหม่ แก่พุทธศาสนิกชน 

เวลา 09.42 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องประชุม ชั้น 12A อาคารสันทนาการ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ ในการพระราชทานเข็ม "พุ่มเพชร" แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรก ในฐานะประธานคณะกรรมการทุนการศึกษาของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์, ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดที่ดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรก ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัดของมูลนิธิฯ และประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำกรุงเทพมหานคร จำนวน 90 คน และพระราชทานเข็มที่ระลึกประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ธ. แก่ผู้บริจาคเงินสมทบ "กองทุนน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จำนวน 57 คน

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก่อตั้งเมื่อปี 2525 เนื่องในพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงเป็นประธานก่อตั้ง ตามคำกราบทูลเชิญของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ต่อมาปี 2526 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานที่ปรึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ต่อมาปี 2553 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับเป็นประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย บูรณาการ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และภาคีเครือข่าย สนับสนุนการทำงานของมูลนิธิ ฯ ต่อเนื่องมากว่า 43 ปี โดยให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศไปแล้วกว่า 33,000 ทุน เป็นเงินทุน กว่า 300 ล้านบาท

สำหรับเข็ม "พุ่มเพชร" ได้รับการตกแต่งมาจาก "พุ่มเพชร" ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการจัดงาน "นาฏลีลาน้อมเกล้า ฯ" เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 3 รอบ เมื่อปี 2524

เวลา 14.09 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย โอกาสนี้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ จัดตั้งขึ้นโดยกรมศิลปากร ซึ่งได้น้อมนำพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของชาติ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาความเป็นมาของบรรพบุรุษ ซึ่งมีการพัฒนาและขยายผลความก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2564 ได้เริ่มก่อสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการด้านงานอนุรักษ์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2568 ถือเป็นการยกระดับงานวิทยาศาสตร์ และการศึกษาวิจัยด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของไทย ที่ได้มาตรฐานระดับสากล และยังเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยน การถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการปฏิบัติการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม และทรัพยากรสารสนเทศ ด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมนานาชาติ อีกด้วย

โอกาสนี้ พระราชทานเข็มเกียรติคุณวันอนุรักษ์มรดกไทย แก่ผู้อนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น และผู้สนับสนุนการดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2568 รวม 18 คน

สำหรับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ มีลักษณะเป็นอาคารสูง 4 ชั้น ภายในอาคารมีห้องปฏิบัติการสำหรับโบราณวัตถุหลากหลายประเภท อาทิ โลหะ ไม้ ผ้า เครื่องปั้นดินเผา และกระดาษ แบ่งเป็นส่วนปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ 9 ห้อง และส่วนปฏิบัติการอนุรักษ์โบราณวัตถุ 9 ห้อง รวมถึง มีอาคารอนุรักษ์โบราณวัตถุ ประเภทชุ่มน้ำ สำหรับอนุรักษ์โบราณวัตถุ ที่พบจากพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ ซึ่งมีระบบควบคุมอากาศที่ดี เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น และมีเครื่องมืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านโบราณวัตถุ พร้อมทั้งมีระบบการบริหารจัดการ คลังเปิด (Visible Storage) ซึ่งเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาและประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ขั้นตอนการจัดรักษาศิลปกรรมของชาติอย่างใกล้ชิด ผ่านเทคโนโลยีสื่อผสมที่ทันสมัย โดยศูนย์แห่งนี้ไม่เพียงทำหน้าที่เป็น "โรงพยาบาล" สำหรับบูรณะสมบัติชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่ผลักดันให้การจัดการมรดกวัฒนธรรมของไทยก้าวสู่ระดับสากล สอดคล้องกับแนวทางใน วันอนุรักษ์มรดกไทย ที่มุ่งเน้นการสืบทอดและรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืน