เดือดหนักป่าตอง นักท่องเที่ยวต่างชาติยกพวกตะลุมบอน วินจักรยานยนต์โผล่ร่วมวง ชาวบ้านผวา ภาพลักษณ์ท่องเที่ยวพังยับ
วันนี้ (4 ก.พ.69) ทีมข่าวได้รับคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียล เป็นภาพเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เหตุเกิดขึ้นในพื้นที่ย่านท่องเที่ยวชื่อดังของป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต สร้างความแตกตื่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในละแวกดังกล่าว
คลิปแรกมีความยาวประมาณ 35 วินาที โพสต์พร้อมข้อความ “ถ้าไม่สุดก็คงไม่ขนาดนี้ใช่ไหม ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่ก็ใจเย็นๆ กันนะครับ” ในคลิปปรากฏภาพกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติทะเลาะวิวาทชกต่อยกันอย่างดุเดือด ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เหตุการณ์กลับบานปลายถึงขั้นลงไม้ลงมือ กระทืบกันจนบาดเจ็บสะบักสะบอม
ที่น่าตกใจไปกว่านั้น พบชายไทยรายหนึ่งสวมเสื้อกั๊กสีฟ้า ซึ่งคาดว่าเป็น คนขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) บริเวณหน้าห้างดังในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเปิดให้บริการในช่วงเวลากลางคืน เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุชุลมุนดังกล่าว สร้างคำถามจากสังคมว่าเหตุใดผู้ให้บริการสาธารณะจึงเข้าไปพัวพันกับเหตุรุนแรงเช่นนี้
ส่วนคลิปที่สองมีความยาวประมาณ 1 นาที 16 วินาที โพสต์ข้อความว่า
“มวยช่อง 7 ยังไม่เท่าเลยงานนี้ สงสัยข้องใจกันตั้งแต่ในซอยบางลา แต่มาอัดกันบนรถตุ๊กตุ๊กทำไม” เป็นภาพเหตุทะเลาะวิวาทของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่บานปลายอย่างหนัก เมื่อชายต่างชาติรายหนึ่งวิ่งเข้าไปชกต่อยชายอีกคนที่นั่งอยู่ภายในรถตุ๊กตุ๊กสีแดงต่อหน้าต่อตาผู้คน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง
ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน สะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซากในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดภูเก็ต
ผู้ประกอบการร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุมีการโต้เถียงกันด้วยวาจา ก่อนจะบานปลายเป็นการตะลุมบอน ไม่สามารถระบุได้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเป็นสัญชาติใด แต่ยอมรับว่าปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย โดยสาเหตุหลักมักมาจากการมองหน้ากัน เขม่น ดูถูก เหยียดหยาม และไม่เคารพกติกาสังคม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามใหญ่ต่อการดูแลความปลอดภัยในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งแม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเทศกิจคอยดูแล แต่ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด กลายเป็นช่องว่างให้ผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรงได้อย่างง่ายดาย
ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง ระบบคัดกรองนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งข้อมูลเชิงลึกของนักท่องเที่ยวอาจอยู่ในมือเพียงบางหน่วยงานเท่านั้น ทั้งประวัติการเดินทาง ที่พัก หรือพฤติกรรมที่ผ่านมา
ที่ผ่านมา มีกรณีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มก่อเหตุทะเลาะวิวาท ใช้บริการแล้วไม่จ่ายเงิน กินแล้วหนี เหยียดหยามผู้ให้บริการ รวมถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมอื่น ๆ อีกจำนวนมาก จนกลายเป็นภาพจำของ “นักท่องเที่ยวไร้คุณภาพ” ที่แฝงตัวมากับวีซ่า โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นและโลว์ซีซั่น
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งทบทวนมาตรการป้องกัน ก่อนที่ความรุนแรงจะกลายเป็นเรื่องปกติในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกแห่งนี้