เวลา 09.21 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล และคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทัศนศึกษา ณ วัดภูมินทร์ อำเภอเมืองฯจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรม และจิตรกรรมทรงคุณค่า ตามพงศาวดารเมืองน่าน ระบุว่าวัดภูมินทร์ เดิมมีชื่อว่า "วัดพรหมมินทร์" ตามชื่อของ "พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์" เจ้าผู้ครองนครน่าน ผู้ทรงสร้างวัดขึ้นในปี 2139 ความโดดเด่น คือ พระอุโบสถ และพระวิหาร เป็นอาคารหลังเดียวกัน เป็นสถาปัตยกรรมทรงจตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศ มีนาคสะดุ้งตัวใหญ่ 2 ตัวเทินพระอุโบสถไว้ เสมือนเป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา มีประตูไม้สักทอง แกะสลักลวดลายดอกไม้ ใบไม้งดงาม โดยช่างล้านนา โครงสร้างหลังคาค้ำด้วยเสาไม้สัก 12 ต้น ลงรักปิดทอง ใจกลางพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธานจตุรพักตร์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวน่าน ให้ความเคารพศรัทธา เป็นศิลปะสุโขทัย ปางมารวิชัย 4 องค์ ประทับบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกสู่ประตูทั้ง 4 ทิศ ทั้งนี้ ภาพพระอุโบสถวัดภูมินทร์ เคยปรากฎอยู่บนธนบัตรไทยราคา 1 บาทด้วย
วัดภูมินทร์ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ ปี 2410 โดยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ใช้เวลาบูรณะราว 7 ปี สันนิษฐานว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือ "ฮูปแต้ม" วาดขึ้นในช่วงดังกล่าว เป็นเรื่องราวชาดกในพุทธศาสนา ได้แก่ พุทธประวัติคัทธนกุมารชาดก และเนมิราชชาดก, วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และตำนานพื้นบ้านของชาวเมืองน่าน โดยจิตรกรรมฝาผนัง ที่สร้างชื่อเสียงทั่วโลก คือ ปู่ม่านย่าม่าน ผลงานของ "หนานบัวผัน" จิตรกรชาวไทลื้อ เป็นภาพชายหญิง กำลังกระซิบสนทนา ได้ฉายาว่าภาพ "กระซิบรัก บันลือโลก"
ในปี 2478 กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ด้านการดูแลรักษาองค์พระประธาน ใช้รูปแบบ "เน้นชะลอการเสื่อมสภาพ" ไม่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ หรือ วัสดุ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการ "บ่มรัก" เพื่อให้พื้นรักแห้งสนิทก่อน จึงจะลงรักปิดทองได้ เนื่องจากภายในองค์พระมีความชื้นสูง ในปี 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับวัดภูมินทร์ เป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบัน มีพระครูสิรินันทวิทย์ เป็นเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์ จำพรรษา 10 รูป สามเณร 15 รูป
โอกาสนี้ ประทับรถรางพระที่นั่ง ทอดพระเนตรเส้นทางศิลปวัฒนธรรม จังหวัดน่าน ระยะทาง 888 เมตร มีนายบัณฑูร ล่ำซำ กราบบังคมทูลรายงาน ประวัติความเป็นมา สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ตลอด 2 ข้างทาง อาทิ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร, ศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร, วัดกู่คำ, ประตูชัยเมืองน่าน, สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน, สวนศรีเมือง, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และศาลหลักเมือง สะท้อนถึงอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนเมืองน่าน สู่สายตานานาชาติได้อย่างงดงาม ทั้งนี้ ในปี 2568 ยูเนสโก ประกาศให้จังหวัดน่าน เป็นเมืองสร้างสรรค์ ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เวลา 14.19 น. ทรงนำผู้ที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล และคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไปทัศนศึกษาด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ณ โรงพยาบาลน่าน ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2499 มีบุคลากรทางการแพทย์ครบทุกสาขา ประมาณ 2,000 คน
มีศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช ซึ่งสร้างขึ้นเนื่องจากเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ลดการส่งต่อผู้ป่วยที่ซับซ้อนรุนแรง ได้รับงบประมาณจัดสร้างจากมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ออกแบบอาคารบริการผู้ป่วย ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย วางโครงสร้างอาคารให้เชื่อมโยงเข้าถึงกัน เพื่อการบริการที่สะดวก รวดเร็ว โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568
ในการนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการด้านการพัฒนาคุณภาพบริการ อาทิ การพัฒนางานอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน งานระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินทางไกลแบบไร้รอยต่อ การนำส่งผู้ป่วยทางอากาศ การพัฒนาบริการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างครบวงจร และสร้างระบบส่งต่อในจังหวัด ลดความสูญเสียในการส่งต่อผู้ป่วยหัวใจที่มีภาวะวิกฤติ ไปยังโรงพยาบาลศูนย์ในจังหวัดใหญ่ ที่ต้องใช้เวลาเดินทาง กว่า 4 ชั่วโมง
นิทรรศการสรรพยศิลป์ จัดแสดงงานศิลปะในโรงพยาบาล มีผลงานภาพวาดและภาพถ่ายของศิลปินในจังหวัดน่านมาจัดแสดงแบบหมุนเวียน เพื่อเยียวยาสุขภาพกายและใจของผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการนำเสนอการบริหารจัดการในภาวะน้ำท่วมใหญ่โรงพยาบาลน่าน ในปี 2568
การดำเนินงานของห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน มีอาคารอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน ปรับพื้นที่ให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานของบุคลากร จัดโซนการช่วยชีวิต ให้มีการเข้าถึงแบบ 360 องศา เพื่อช่วยชีวิตได้อย่างทันทีสำหรับทุกเตียง มีระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินทางไกลแบบไร้รอยต่อ และการนำส่งผู้ป่วยทางอากาศ มีระบบ trauma fast tract สามารถนำผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดได้ในเวลาอันสั้น และยังมี Burn unit รองรับผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกชนิดรุนแรง ที่มีความยากลำบากในการส่งต่อผู้ป่วย
ที่อาคารบุญยงค์บริรักษ์ ทรงฟังการบรรยาย พร้อมพระเนตรนิทรรศการ "เจ้าหญิงของปวงชน", นิทรรศการการบริการสุขภาพปฐมภูมิ และการสาธิตการออกกำลังกายประกอบดนตรี เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน โดยอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. เขตเทศบาลเมืองน่าน
ปัจจุบันโรงพยาบาลน่าน ให้บริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 2,100 คนต่อวัน และผู้ป่วยในกว่า 41,000 คนต่อปี มีอัตราการครองเตียงเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 90.75 สะท้อนถึงความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ โดยศูนย์แห่งนี้ ถือเป็นหัวใจของระบบสาธารณสุขของจังหวัดน่าน ลดความเหลื่อมล้ำ แสดงถึงความเท่าเทียมของคนน่าน เป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบสุขภาพ ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน
เวลา 17.42 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอภูเพียง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระบรมธาตุุแช่แห้ง ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญคู่เมืองน่าน ที่มีอายุเกือบ 700 ปี เป็นพระธาตุนักษัตรของคนเกิดปีเถาะ องค์พระธาตุสูง 55.5 เมตร เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญชัย แต่ต่อเติมลวดลายด้วยศิลปะพม่า รอบองค์บุด้วยทองจังโก คือ ทองดอกบวบ ทองเหลืองผสมทองแดง จึงเป็นสีทองอร่าม ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว เอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน ตามความเชื่อที่ว่า "นาค" เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และเกี่ยวข้องกับการเกิดแม่น้ำสำคัญหลายสาย ชาวล้านนาเชื่อกันว่า การได้เดินทางไปสักการะบูชาองค์พระธาตุแช่แห้ง จะทำให้ชีวิตดี มีความสุข ปราศจากโรคภัยต่าง ๆ และมีหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า ปัจจุบันมีพระราชนันทวัชรบัณฑิต (ธรรมวัตร จรณธมฺโม) เป็นเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์และสามเณร จำพรรษา รวม 70 รูป
จากนั้น ทรงพระดำเนินไปบริเวณลานด้านหน้าวัดพระธาตุแช่แห้ง ในการเสวยพระกระยาหารค่ำ ซึ่งจังหวัดน่านจัดขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล คณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และแขกผู้มีเกียรติจากนานาประเทศ พร้อมทอดพระเนตรการแสดง 3 ชุด ได้แก่ ฟ้อนเมืองน่าน ต้อนรับสู่แดนดินถิ่นล้านนา, ป่าและสายน้ำแห่งสรวงสวรรค์ ประกอบด้วยการแสดงกลองสะบัดชัย ผสมผสานกับกลองปู่จา การแสดงฟ้อนกิงกะหร่า โตกนญิง และฟ้อนนกยูง รวมทั้งการแสดงไฮไลท์ มิวสิคัล โชว์ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงแปรขบวนของอากาศยานไร้คนขับ ประกอบดนตรี จากเยาวชนแคมป์เพาะพันธุ์ปัญญา ชุด การเดินทางของแสง จิตวิญญาณ และมรดกแห่งกาลเวลา รวมทั้งการแสดงดอกไม้ไฟประกอบดนตรีจากเยาวชนค่ายเพาะพันธุ์ปัญญา สร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นศิลปวัฒนธรรมอันอ่อนช้อยงดงามของล้านนาที่หาชมได้ยาก