“ย่า-พี่สาว” เข่าทรุด รู้ข่าวเยาวชน 15 ปี ก่อเหตุชิงทอง เพราะเด็กไม่ได้เป็นคนติดเกม ไม่มีปัญหาด้านการเงิน เคยเป็นนักกีฬาวิ่งของโรงเรียน และมั่นใจมีคนชักใยให้ก่อเหตุ
วันนี้ ( 5 ก.พ. 69 ) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านหลังหนึ่ง ในหมู่ที่ 2 ตำบลคลองหรัง อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นบ้านของเยาวชนอายุ 15 ปี ที่ก่อเหตุชิงทอง กลางเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยอาศัยอยู่กับปู่และย่า เป็นบ้านชั้นเดียวก่ออิฐบล็อก ภายในบ้าน มีการวางแคร่ที่นอนไว้ ข้างฝาผนังซึ่งเป็นที่นอนของเยาวชนคนดังกล่าว และพบกับย่า อายุ 73 ปี นั่งพูดคุยอยู่กับพี่สาว อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเยาวชนคนนี้
โดยย่า พาผู้สื่อข่าวเข้าไปดูสภาพความเป็นอยู่ภายในบ้าน พร้อมเผยว่า เลี้ยงหลานชาย มาตั้งแต่แบเบาะ หลังพ่อและแม่แยกทางกัน กระทั่งหลานชายเข้าเรียนในโรงเรียนกีฬาแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสงขลา เป็นนักกีฬากรีฑา ได้เหรียญรางวัลหลายรายการ ก่อนตัดสินใจออกจากโรงเรียน มาทำงานเป็นพนักงานขนส่งพัสดุเอกชน มีเงินเดือน ที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ และบางครั้งก็นำเงินมาให้กับย่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาขัดสนเรื่องเงิน จึงไม่รู้ว่าหลานชาย ก่อเหตุชิงทองด้วยสาเหตุใด แต่เมื่อถูกจับกุมได้แล้ว ก็อยากจะสื่อสารไปถึงหลานชายให้รับสารภาพบอกความจริงกับตำรวจให้หมด เพื่อให้ตำรวจดำเนินการตามกระบวนการ ของกฎหมาย
ด้านพี่สาว เผยว่า ที่ผ่านมาตนกับน้องชายสนิทกันมาก ไม่เคยเห็นน้องติดเกม หรือเล่นโทรศัพท์นานแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนที่เข้านอนคนเดียว จะคุยโทรศัพท์กับใครบ้าง เพราะตนเชื่อว่า น้องชายไม่ได้ตัดสินใจก่อเหตุด้วยตัวเอง แต่อาจจะมีคนแนะนำ หรือชักจูงให้ก่อเหตุ แล้วหลบหนีไปจังหวัดอุบลราชธานี ที่ผ่านมายืนยันว่าน้องชาย ไม่มีปัญหาขัดสนเรื่องเงิน เพราะหากทำงานได้เงินเดือนมาแล้ว ก็จะดูแลปู่กับย่าที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งยังให้เงินหลาน ๆ ที่อยู่ในบริเวณบ้าน
ส่วนสาเหตุที่ออกมาจากโรงเรียน เนื่องจากว่า ก่อนหน้านี้น้องชายเป็นนักกีฬากรีฑา และมุ่งมั่นที่จะตั้งใจซ้อมกีฬาให้เก่ง ทำให้การเรียนหลายวิชาติด 0 ทำให้ท้อไม่อยากเรียนหนังสือต่อ จึงออกมาทำงาน เป็นพนักงานขนส่งพัสดุเอกชน ทั้งนี้หลังก่อเหตุแล้ว น้องชายก็ไม่ได้ติดต่อญาติแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนจะเห็นจากข่าวว่าน้องชายไปก่อเหตุชิงทอง ก็ทำให้คนในครอบครัวตกใจอย่างมาก