รวบหนุ่มวัย 34 ปี บุกเดี่ยวชิงทอง 2 บาท แต่ทิ้งบัตรประชาชนไว้กับพนักงานร้านทอง หลังถูกจับ สารภาพหา เงินใช้หนี้พนันบอล-หนี้นอกระบบ และหาเงินช่วยน้องสาวที่โดนจับบัญชีม้า
จากกรณีคนร้ายเป็นชายไทย สวมเสื้อสีดำ กางเกงยีนส์ขายาวสีดำ และหมวกแก๊ปสีดำ ก่อเหตุทำทีขอทดลองสวมสร้อยคอทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 2 บาท มูลค่าประมาณ 130,000 บาท ภายในร้านทองแห่งหนึ่ง บริเวณชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้าย่านพัทยาเหนือ จ.ชลบุรี เมื่อเวลาประมาณ 17.45 น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ก่อนพูดข่มขู่พนักงานหญิงว่า “อย่าส่งเสียงดัง และไม่ได้อยากฆ่าใคร” พร้อมอ้างว่าติดหนี้พนันฟุตบอลโลกและต้องการเงินไปใช้หนี้ จากนั้นวิ่งหลบหนีออกจากร้าน โดยทิ้งบัตรประจำตัวประชาชนไว้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งภายหลังตรวจสอบพบว่าเป็นของผู้ก่อเหตุจริง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อค่ำวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 พ.ต.ท.สุรเดช อิ่มใจ สว.สส.สภ.เมืองพัทยา พร้อมด้วย ร.ต.อ.ดอกรัก สายโรจน์ รอง สว.สส.สภ.เมืองพัทยา และกำลังชุดสืบสวน นำกำลังเข้าปิดล้อมห้องพักรายวันแห่งหนึ่ง ภายในซอยมาบสอง พื้นที่รับผิดชอบ สภ.หนองปรือ หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมากบดานอยู่ภายในห้องพัก ก่อนเข้าจับกุมตัวได้โดยไม่พบการขัดขืน
ผู้ต้องหาทราบชื่อคือ นายคิว อายุ 34 ปี ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง เจ้าหน้าที่จึงขยายผลเข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมของแฟนสาว และตรวจยึดเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน อย่างไรก็ตาม ไม่พบสร้อยคอทองคำของกลาง โดยผู้ต้องหาอ้างว่าได้นำไปขายเป็นเงินสดแล้ว ก่อนถูกควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองพัทยา
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่า สาเหตุที่ลงมือก่อเหตุเกิดจากปัญหาชีวิตและภาระหนี้สินสะสม โดยก่อนหน้านี้น้องสาวถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับบัญชีม้า ทำให้ต้องหาเงินจำนวนมากเพื่อชดใช้ผู้เสียหาย ประกอบกับตนประสบปัญหาทางการเงิน จึงไปกู้เงินนอกระบบหลายแห่ง ก่อนนำเงินไปเล่นพนันฟุตบอลโลกผ่านเว็บไซต์พนันออนไลน์ หวังนำเงินมาหมุนใช้หนี้ แต่กลับสูญเสียเงินทั้งหมดจนหนี้สินพอกพูน
ผู้ต้องหาอ้างว่า ด้วยความเครียดและจนมุม จึงตัดสินใจก่อเหตุทำทีขอดูสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ก่อนฉวยโอกาสวิ่งหลบหนีออกจากร้าน จากนั้นนำสร้อยทองไปขายที่ร้านแห่งหนึ่งภายในซอยเนินพลับหวาน ได้เงินจำนวน 117,000 บาท ก่อนนำไปชำระหนี้บางส่วน โดยยังมีเงินคงเหลือในบัญชีประมาณ 65,000 บาท แล้วหลบหนีไปกบดานในรีสอร์ต กระทั่งถูกตำรวจติดตามจับกุมได้ในที่สุด
เบื้องต้น พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา “วิ่งราวทรัพย์” ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามสร้อยคอทองคำของกลางที่ถูกนำไปขาย เพื่อนำกลับคืนผู้เสียหายและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.