พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เชิญถุงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใน "โครงการสืบสานพระราชปณิธานงานโครงการหลวง" 256 ชุด ไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ และสมาชิก และเสื้อกันหนาวพระราชทาน 50 ตัว แก่เด็กและเยาวชน
ศูนย์ฯ แห่งนี้ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2521 ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่น, รองรับงานวิจัย ทดสอบ และเป็นศูนย์การเรียนรู้สาธิตพืชผักและไม้ผลเมืองหนาว มีนักเรียน เกษตรกร และผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศ มาศึกษาดูงานจำนวนมาก ในการนี้ ได้ให้ข้อคิดเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการทำเกษตร โดยพิจารณาสร้างบ่อพวงสำหรับพักน้ำ สนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการลดการใช้พลังงาน
จากนั้น เยี่ยมชมแปลงสาธิตปลูกสตรอว์เบอรี่ ที่ได้รวบรวมไว้ 19 สายพันธุ์ เป็นพันธุ์พระราชทาน 10 สายพันธุ์ ปัจจุบันอยู่ในช่วงศึกษาวิจัยสายพันธุ์เดิมให้กลายเป็นพ่อแม่พันธุ์ ควบคู่การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ และคิดค้นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตนอกฤดูกาล ตลอดจนพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าเป็นสมาชิก 1,153 ครัวเรือน สร้างรายได้จากการผลิตพืชภายใต้มาตรฐาน GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวม 99.36 ล้านบาท ทั้งยังส่งเสริมกลุ่มหัตถกรรมทอผ้าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง, กลุ่มงานแปรรูปสตรอว์เบอรี่ และพลับอบแห้งอินทรีย์ ซึ่ง ราษฎรนิยมปลูกเพราะสามารถกินสด และแปรรูปได้ และช่วยเป็นแนวกันไฟป่า
แปลงสาธิตพืชผัก ผลไม้ จะใช้เป็นพื้นที่จัดงาน "ถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม การผลิตและการแปรรูปแลผลิตทางการเกษตร" ในวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้เกษตรกร และผู้สนใจ ได้ศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากพื้นที่จริง รวม 16 ฐาน และนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ต่อไป
ช่วงบ่าย เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง อำเภอแม่วาง เชิญถุงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปมอบแก่เจ้าหน้าที่และสมาชิก 200 ชุด และมอบเสื้อกันหนาวพระราชทานแก่เด็กและเยาวชน 50 ตัว
ศูนย์ฯ แห่งนี้ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักภายใต้มาตรฐานเกษตรปลอดภัย GAP ควบคู่กับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และยกระดับการเรียนรู้ด้านการเกษตร สนับสนุนการเรียนรู้งานโครงการหลวงในโรงเรียนในพื้นที่ เน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกกฎหมาย และอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG
ทั้งยังขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพคนพิการ และราษฎรกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถพึ่งพาตนเอง โดยตั้งเป้าหมายรายได้ 123,000 บาท ต่อคนต่อปี