ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และบัญชีม้า รวบมิจฉาชีพหลอกชวนทำภารกิจขายแบรนด์เนม สูญเงินกว่า 4.5 แสนบาท พบผู้เสียหายหลายราย
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกันจับกุม นางสาวประพาพร อายุ 43 ปี บริเวณลานจอดรถสถานีขนส่งแห่งหนึ่ง ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ กระทำผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และ เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” ตามหมายจับศาลจังหวัดสุรินทร์ที่ จ 538/2568 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2568 (สภ.ศีขรภูมิ)
พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 18.00 น. ผู้เสียหายพบอินสตาแกรม ซึ่งแสดงสินค้าหรูจำนวนมาก และมีข้อความชักชวนให้กดเข้าร่วมกลุ่มไลน์เพื่อดูสินค้าเพิ่มเติมต่อมา ผู้เสียหายเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ baa.brandname ซึ่งเป็นกลุ่มเปิด มีสมาชิกกว่า 1,000 คน ภายในกลุ่มมีการโพสต์ภาพโชว์สลิปเงินโอนเข้าบัญชีจำนวนมาก และมีสมาชิกหลายรายโพสต์ข้อความเชิญชวน อ้างว่าสามารถสร้างรายได้จริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจากนั้น มีแอดมินใช้ชื่อว่า admin.jane ติดต่อผู้เสียหายทางไลน์ส่วนตัว และชักชวนให้ทำงานผ่านเว็บไซต์ โดยอ้างว่าเป็นการกดสั่งสินค้าแบรนด์เนมเพื่อโปรโมต และจะได้รับค่าคอมมิชชันตามมูลค่าสินค้า
ในช่วงแรก ผู้เสียหายเริ่มทำภารกิจด้วยการโอนเงินจำนวนไม่มากเข้าไปในบัญชีของกลุ่มขบวนการ แต่ต่อมาระบบกลับบังคับให้กดสั่งสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้เสียหายต้องการหยุดทำงานและขอถอนเงิน แอดมินแจ้งว่าไม่สามารถหยุดได้ ต้องทำภารกิจให้ครบ 40 ครั้ง ก่อนจึงจะถอนเงินได้ ผู้เสียหายจึงจำเป็นต้องทำภารกิจต่อจนครบ 40 ครั้ง โดยระบบแสดงยอดเงินสะสมสูงถึง 919,927 บาท แต่เมื่อขอถอนเงินจริง ระบบกลับแจ้งว่าต้องชำระ “ภาษีต่างประเทศ” ร้อยละ 30 ของยอดถอน เป็นเงินกว่า 275,000 บาท ผู้เสียหายเริ่มสงสัย เนื่องจากเงินที่โอนไปก่อนหน้านี้ถูกส่งไปยังบัญชีบุคคลหลายราย ไม่ใช่บัญชีบริษัทหรือเว็บไซต์ที่มีตัวตนจริง จึงปฏิเสธการโอนเงินเพิ่มเติม แม้แอดมินจะพยายามโน้มน้าวและอ้างว่า ได้ช่วยออกเงินภาษีให้บางส่วนแล้วก็ตาม
ต่อมาประมาณ 1 สัปดาห์ กลุ่มไลน์ดังกล่าวได้หายไป ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยตรวจสอบพบว่าได้โอนเงินไปยังบัญชีบุคคลต่างๆ รวมถึงบัญชีของนางสาวประพาพรฯ ผู้ต้องหานี้ด้วย รวม 15 ครั้ง ระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายน 2567 ค่าความเสียหายทั้งสิ้น 457,600 บาท พนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายจับผู้ต้องหานี้พร้อมพวกไว้
ก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบทราบว่า นางสาวประพาพรฯ จะเดินออกจากกรุงเทพมหานครฯ เพื่อไปพิษณุโลก เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบบริเวณจุดจอดรถแห่งหนึ่ง พบบุคคลตามหมายจับได้เดินอยู่บริเวณจุดจอดรถดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวพร้อมบัตรข้าราชการและแสดงความบริสุทธิ์ใจพร้อมทั้งได้แสดงหมายจับให้บุคคลดังกล่าวดูและตรวจสอบเป็นที่พอใจแล้วยอมรับว่าตนเองคือ น.ส.ประพาพรฯ พร้อมทั้งได้แสดงหมายจับ ให้ผู้ถูกจับดู และควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศีขรภูมิ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับสารภาพ ว่าตนได้เป็นคนเปิดบัญชีดังกล่าวจริง
เตือนภัย ผู้เสียหายฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง ไม่หลงเชื่อการชักชวนให้เปิดบัญชีธนาคารหรือให้ยืมบัญชีเพื่อรับ–โอนเงิน ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นบัญชีรับค่าคอมมิชชันหรือบัญชีผ่านงาน เนื่องจากอาจเข้าข่ายเป็นการใช้ “บัญชีม้า”และ งานออนไลน์ที่อ้างผลตอบแทนสูง ต้องโอนเงินก่อนทำงาน หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าภาษีก่อนถอนเงิน ซึ่งเข้าข่ายกลโกงมิจฉาชีพ