ศูนย์ศึกษาและวิจัยทางทะเลฯ บินโดรนสำรวจ “อ่าวมาหยา” ตลอด 7 วัน พบ “ฉลามครีบดำ” มากถึง 118 ตัว ในช่วงเวลาเดียว พบทั้งตัวเต็มวัย วัยอ่อน และวัยแรกเกิด ยืนยัน “อ่าวมาหยา เป็นแหล่งเลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ
วันนี้ (10 ก.พ. 69) ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการสำรวจติดตามประชากรและพฤติกรรมของ “ฉลามครีบดำ” (Carcharhinus melanopterus) ภายใต้โครงการ "Shark Watch Project" ระหว่างวันที่ 31 มกราคม - 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อ่าวมาหยา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ พบประชากรฉลามครีบดำจำนวนมากถึง 118 ตัว ในช่วงเวลาเดียว ยืนยันความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเลี้ยงดูลูกฉลามที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศทางทะเล
จากการใช้เทคโนโลยีการบินโดรนสำรวจตลอดระยะเวลา 7 วัน รวม 17 เที่ยวบิน พบว่า ช่วงเช้าเป็นเวลาที่พบฉลามมากที่สุด โดยมีจำนวนเฉลี่ย 69 ตัว (±23.97) รองลงมาคือช่วงเย็นและช่วงเที่ยง พบเฉลี่ย 52.83 และ 46.40 ตัวตามลำดับ
โดยการสำรวจครั้งนี้คือการพบจำนวนฉลามสูงสุดถึง 118 ตัว ในช่วงเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นค่าสูงสุดของการสำรวจครั้งนี้ พร้อมทั้งพบพฤติกรรมการเกาะกลุ่มของฉลามครีบดำตัวเต็มวัยบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง เพื่อไล่ล่าเหยื่อในช่วงเช้าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การติดตั้งกล้องใต้น้ำระบบ BRUV (Baited Remote Underwater Video) พบข้อมูลสำคัญว่า ฉลามส่วนใหญ่ที่ตอบสนองต่อเหยื่อล่อเป็นฉลามวัยอ่อนขนาดน้อยกว่า 1 เมตร ขณะที่ฉลามตัวเต็มวัยขนาดมากกว่า 1 เมตร มักว่ายอยู่บริเวณโดยรอบ
นอกจากนี้ ยังพบสิ่งที่น่าประทับใจคือ ฉลามครีบดำแรกเกิดที่มีสีอ่อนและขนาดตัวเพียง 30 เซนติเมตร จำนวนมากเข้ามาในเขตน้ำตื้นติดชายหาด ยืนยันว่า อ่าวมาหยาเป็นพื้นที่เลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ (Nursery Area) ของฉลามครีบดำในทะเลอันดามัน
ขณะที่ข้อมูลจากกล้องใต้น้ำยังพบว่าช่วงเช้าและช่วงค่ำเป็นเวลาที่ฉลามเข้ามาหาอาหารมากที่สุด โดยสามารถนับได้สูงสุด 7 ตัวในเฟรมเดียวกัน ส่วนช่วงเที่ยงฉลามมักกระจายตัวไปยังน้ำลึกและบริเวณด้านข้างของอ่าว
ส่วนการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่พบว่ามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้แก่ อุณหภูมิน้ำเฉลี่ย 28.43 องศาเซลเซียส ความเค็มเฉลี่ย 39.90 พีพีที ค่าออกซิเจนละลายน้ำเฉลี่ย 5.96 มิลลิกรัม/ลิตร และค่าความเป็นกรด-ด่างเฉลี่ย 8.08 ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและเจริญเติบโตของฉลามครีบดำ
ทั้งนี้ โครงการ Shark Watch Project สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมอุทยานฯ ในการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล โดยใช้เทคโนโลยีและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการและอนุรักษ์พื้นที่อย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการศึกษาระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย
โดย “ฉลามครีบดำ” ถือเป็นสัตว์ทะเลที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ล่าชั้นบนสุดที่ช่วยควบคุมสมดุลของสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ การพบประชากรฉลามที่มีจำนวนมากและมีลูกอ่อนในพื้นที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลในบริเวณดังกล่าว