สนามข่าว 7 สี - ปมจัดเก็บรายได้ และการบริหารอุทยานฯ ในกลุ่มทะเลอันดามัน เงียบมา 7 ปี กระทั่งเมื่อวาน ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน เปิดปฏิบัติการฟ้าผ่า บุกตรวจสอบการจัดเก็บรายได้ของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ พบช่องโหว่สุ่มเสี่ยงให้เกิดการทุจริตได้ง่าย
นับเป็นครั้งที่ 2 ที่คณะทำงานสำนักงาน ป.ป.ช. โดยชุดเฉพาะกิจติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่ภาคใต้ หรือ ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน เปิดปฏิบัติการฟ้าผ่า ลงตรวจสอบอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ แหล่งรายได้อันดับหนึ่งของประเทศ โกยเงินตกวันละหลักล้านบาท คิดรวมทั้งปีกว่า 600 ล้านบาท แต่กลับไร้ระบบจัดเก็บรายได้ทันสมัย อย่างระบบ E-Ticket
เห็นได้ชัดว่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ยืนประจำจุดจัดเก็บอ่าวมาหยา และเกาะไผ่ ยังใช้วิธีนับจำนวนเรือ ชื่อเรือ รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งคนไทย และต่างชาติ ที่ขึ้นเรือมาลงบริเวณโป๊ะท่าเทียบเรือลอยน้ำ แล้วจดยอดด้วยหมึกปากกาลงบนฝ่ามือ จากนั้นแจ้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่นับได้ ผ่านวิทยุสื่อสาร ไปยังเจ้าหน้าที่อีกคน ที่อยู่ประจำจุดจัดเก็บรายได้ ก่อนที่ไกด์ของบริษัทฯ จะนำเงินไปจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ
นายยุทธนา วิมลเมือง เลขาคณะทำงาน ฉก.ป.ป.ช. อันดามัน เผยว่า เท่าที่ตรวจสอบ อ่าวมาหยา และเกาะไผ่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ยังไม่ดำเนินการจัดเก็บรายได้แบบ E-Ticket ตามมติ ครม. ที่เห็นชอบตั้งแต่ปี พ.ศ.2562
และเมื่อตรวจสอบโดยนำยอดนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว ไปเทียบเคียงกับจำนวนตั๋วที่ซื้อจากอุทยานฯ กลับพบข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนกันอย่างมาก ทั้งสัญชาตินักเที่ยว ยอดเด็ก และผู้ใหญ่ ก็ไม่ตรงกับตั๋ว รวมทั้งอัตราค่าบริการ ผ่านเข้าอุทยานฯ ที่กำหนดไว้ตามระเบียบว่า คนไทย ผู้ใหญ่เก็บเงิน 40 บาท, เด็ก 20 บาท ส่วนชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาท ก็ไม่ตรงกัน
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการตั้งแต่นับเงิน เก็บรักษา ไปจนถึงการขนส่งเงินสด กลับไปยังที่ทำการอุทยานฯ บนฝั่ง มีความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งนับเงินผิดพลาด สูญหาย หรือไม่อาจจะรั่วไหลเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย
ด้านเจ้าหน้าที่อุทยานฯ รายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า หลังจากเสร็จสิ้นการจัดเก็บค่าเข้าอุทยานฯ เวลา 17.00 น. ของทุกวัน จะนับยอดเงินสดที่จัดเก็บได้ จากทั้ง 3 เกาะ ก็คือ อ่าวมาหยา เกาะไผ่ และเกาะพีพีดอน
โดยต้นขั้วตั๋วต้องตรงกับเงินค่าธรรมเนียม ก่อนจะเขียนใบส่ง และจัดเก็บเงินไว้ในตู้เซฟ แล้ววันถัดมา ต้องนำเงินทั้งหมดที่จัดเก็บได้จากทั้ง 3 เกาะ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ประจำทั้ง 3 เกาะ นั่งเรืออุทยานฯ นำไปส่งยังที่ทำการอุยานฯ ซึ่งอยู่บนฝั่ง
กลายเป็นปมร้อนถึง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ต้องออกมาชี้แจงว่า ที่ผ่านมา อุทยานฯ ปฏิบัติตามระเบียบ กรมอุทยานฯ รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำจากคณะตรวจสอบการจัดเก็บเงินรายได้ฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลตรวจสอบระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 - 31 มีนาคม 2569 มีรายได้เข้าอุทยานฯ รวมเกือบ 400 ล้านบาท เช่นเดียวกับกระบวนการทำงาน เจ้าหน้าที่ยึดปฏิบัติหน้างานอย่างเคร่งครัด
ก็หวังว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนใหม่ เร่งจัดทำรูปแบบการจัดจ้างระบบ E-Ticket เพื่อความรวดเร็ว และแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทั่วประเทศด้วย